Work Text:
Content Warning : Hurt/Comfort, Hopeful Ending, Hate Sex, OC, Dubious Consent
ผู้เขียน : มะแนงปอ
.
.
ตั้งแต่เกิด และเติบโตขึ้นมา
เมดิซีไม่เคยรักใครมาก่อน
ไม่แม้แต่จะรู้จักคำว่ารัก
และไม่เคยได้เกลียดใครเช่นนี้
เกลียดในระดับที่แช่งชักหักกระดูก
กระทั่งได้พบกับพระองค์
เมดิซี
เสียงเพรียกเบาบางหนึ่งเดียวที่ทำให้เจ้าของชื่อหันหา สุริยันบรรพกาลยังคงเจิดจรัสพร้อมกับรอยยิ้มโอนอ่อนที่มอบให้แก่เขาเสมอมา เทวทูตผมแดงขยับตัวเข้าหาอีกครั้ง เพื่อที่จะพิงศีรษะลงกับหน้าตักของท่านให้ถนัด เพื่อที่จะรับสัมผัสแสนทะนุถนอมจากฝ่ามืออุ่นร้อนที่ลูบลงมาตามเรือนผมสีแดงฉาน
เขารักมือนี้นัก มือที่คอยอ้ารับเขาไว้ในอ้อมแขน คอยฉุดดึงขึ้นมาจากความตกต่ำ คอยชี้นำในยามหนทางมืดดับ คอยบันดาลให้สรรพสิ่งยังคงดำรงหมุนเวียน คอยพากเพียรทรงงานหนักแบกรับชะตากรรมของโลกทั้งใบ
เป็นมือเดียวกันกับที่ใช้ฉีกกระชากชีวิตของเขาจนไม่เหลือชิ้นดี
มืดสนิท เงียบสงัด อ้างว้างราวกับถูกขับออกจากการมีอยู่ ทุกสิ่งอย่างกลับตาลปัตรได้อัศจรรย์ราวกับฝันฟั่นเฟือนที่กลายเป็นเรื่องจริง พระองค์ผู้เกรียงไกรได้ดับสิ้นสูญสลายไปพร้อม ๆ กับความเสื่อมทรามที่เจริญขึ้นมาของเทวทูตใต้บังคับบัญชาที่บังอาจคิดหักหลัง
จากสูงส่งปรนนิบัติพระองค์อยู่บนชั้นฟ้า เมดิซีร่วงหล่นลงมาปีกหักดับสลาย กลับกลายเป็นแค่วิญญาณร้ายไม่สมประกอบที่หลอมรวมกับศัตรูที่ชังน้ำหน้า ดวงจิตนักล่าสามดวงกำลังอยู่ในสถานการณ์ที่เลวร้ายที่สุดเท่าที่สิ่งมีชีวิตใดจะเคยพบ และเรื่องตลกที่มาไม่ถูกที่ถูกเวลาก็บังเกิดขึ้นในเวลาเดียวกัน
“คุณพ่อคะ”
เป็นเด็กหญิงผมสีแดงประบ่า ดวงตาสีเดียวกัน ฟันเขี้ยว ยิ้มแล้วมีจันทร์เสี้ยวที่ดวงตา อายุอารามคาดการจากรูปร่างหน้าตาก็ไม่เกินสิบขวบดี ดูกี่ทีกี่ทีก็ไม่อาจหลับตาหนีความคลับคล้ายคลับคลานี้ไปได้เลย
เด็กนี่เกิดจากเลือดเนื้อที่เมดิซีสูญเสียไปในพิธีกรรมบูชายัญนักล่าของอลิสต้า ทรูดอร์ ผู้กระเสือกกระสนเถลิงบัลลังก์เทพอย่างดันทุรัง ยอมแม้กระทั่งเป็นตัวตนอันบ้าคลั่งไม่รู้วันคืน ผู้ซึ่งไม่เพียงทิ้งไว้แค่ความน่าอดสูของสามเทวทูตนักรบ แต่ยังตบหน้าซ้ำด้วยผลผลิตที่เขาไม่ได้คิดอยากจะมี
เด็กนี่คือลูกของเขา
แต่แค่ในทางทฤษฎี
ความคิดแรกของเมดิซีคือการครอบงำ ยึดครองร่าง ทว่าตัวเขาอ่อนแอเกินไป อ่อนแอเกินกว่าจะควบคุมร่างน้อย ๆ ที่มีพลังของนักล่าระดับสูงกว่าวิญญาณร้าย ความอัปยศน่าหัวเราะยิ่งทำให้อดีตราชาเทวทูตเกินกว่าจะทานทน ประโยชน์อย่างอื่นก็ไม่มีให้ใช้ อ่อนต่อโลกเกินไป ไร้ไหวพริบเกินไป
ถึงได้เข้าใจว่านี่เป็นแค่เด็กโง่คนหนึ่งจริง ๆ
“ไสหัวไป” เขาพูดเท่านั้น วิญญาณดำทะมึนมีแต่แข็งกร้าว
ไหล่ห่อ ขมวดคิ้ว ริ้วน้ำตาเริ่มรื้นขึ้นมา “ไม่เอา หนูจะอยู่กับพ่อ”
“ใครอนุญาตให้แกเรียกข้าแบบนั้น” เมดิซีตวาด ยิ่งมีเสียงอีกสองวิญญาณที่หัวร่อซ้ำ ยิ่งทำให้เขาชังเด็กนี่นัก เขาขยับถอยห่าง เลือนรางแทบจะจางหายไปในอากาศ คล้ายอยากจะออกไปจากจุดนี้ให้เร็วที่สุด “อย่ามาให้เห็นหน้าอีก”
“พ่อคะ” เด็กหญิงเอ่ยเสียงอ่อน ดวงตาสับสน ก่อนจะวิ่งไล่ตามเค้าลางที่ตนมีเลือดเนื้อเชื้อไขไป “พ่อคะ!”
แน่นอนว่าภายใต้ซากปรักหักพังแห่งนี้ เมดิซีหนีไปไหนไม่ได้ไกล หายไปไหนไม่ได้นาน ภายในความมืดอันคับแคบที่เต็มไปด้วยความอันตราย เด็กคนหนึ่งจำหนทางทั้งหมดได้อย่างรวดเร็วผ่านการเล่นเกมวิ่งไล่จับข้างเดียวกับบิดาที่ไม่แม้แต่จะอยากเห็นหน้าเธอ
เทวทูตสีชาดไล่สัตว์วิเศษตนนั้นไปหนึ่งครั้ง
สองครั้ง สามครั้ง … สิบครั้ง ร้อยครั้ง พันครั้ง… ทว่าก็ไร้ผล
เด็กนั่นไม่แม้แต่จะดันทุรังยัดตัวเองเข้ามาในชีวิตเขา
แต่ยังกระทำทุกวิถีทางเพื่อพิสูจน์ประโยชน์ของตัวเองให้เขาเห็น
นานเข้าไปเมดิซีก็คร้านที่จะเอ่ยไล่
นานเข้าไปก็คิดได้ว่าเลี้ยงไว้ก็ไม่เสียหาย
นานเข้าไปก็สบายใจที่ได้เห็นอยู่สายตา
นานเข้าไปคำว่า พ่อ ก็ไม่แสลงหูขึ้นมา
และพอเวลาผ่านไปนับร้อยนับพันปี
นานนัก นานกระทั่งผ่านพ้นช่วงเวลาอันโหดร้ายที่สุดของพวกเรามาได้
เมดิซีก็พบว่าตนเองไม่อาจดำรงอยู่โดยปราศจากเด็กคนนี้ได้อีกต่อไป
“จูเลีย…”
เสียงทุ้มเอ่ยชื่อนั้นขึ้นมาเป็นสิ่งแรกหลังจากลืมตาตื่น อัสดงคืบคลานมาอย่างเชื่องช้า พร้อมกับฟ้าสีครามที่อีกสักพักจะเลือนหายไป เมดิซีกะพริบตาหนึ่งครั้ง สองครั้ง ก่อนจะยันตัวขึ้นนั่งบนเตียงนอนขนาดใหญ่ภายในห้องของตนเอง ในคฤหาสน์ของตนเอง ในตระกูลของตนเอง …ที่กำลังจะเริ่มจะเป็นรูปเป็นร่างขึ้นมาอีกครั้ง
พร้อมกับร่างน้อย ๆ ที่นอนกอดแขนเขาราวกับลูกลิงลูกค่างในป่า เมดิซียิ้มบางให้กับภาพตรงหน้า และอดไม่ได้เลยที่จะเอนตัวลงไปนอนอีกรอบ เพื่อที่จะกอดหล่อนเข้ามาในอ้อมอก เพื่อที่จะจุมพิตลงกับเรือนผมสีเดียวกัน เพื่อที่จะมองใบหน้าเด็กน้อยนี้อีกครั้ง มองด้วยความรัก มองด้วยความห่วงใย มองด้วยความ…กังวลใจ
ช่วงนี้เขาฝันร้ายบ่อยนัก
ฝันถึงวันคืนอันเลวร้ายในอดีตที่ยังคงตามหลอกหลอนไม่เลิกรา ฝันถึงความอัปยศอดสูที่ผ่านมาที่ทำให้เขาต้องทนตกระกำลำบาก ฝันถึงความวินาศสิ้นของตระกูลเมดิซีที่ไม่อาจได้ลืมตาอ้าปากนับร้อยพันปี
นัยน์ตาสีแดงระริกไหว เมื่อตระหนักได้ว่าที่ผ่านมาเราสองคนต้องผ่านอะไรมามากมายเท่าใด และแม้ปัจจุบันเมดิซีจะกลับมาอยู่ในระดับเทวทูตแล้วก็ตาม ทว่าความหวาดระแวงไม่เคยจางหายไป เขายังคงผวากับรอยบาดลึกที่ตกค้างในร่างกาย กับการต่อสู้พ่ายแพ้ในอดีต กับการสิ้นชีพจนกลายเป็นวิญญาณร้าย กับการต้องพบกับความอับอายไม่รู้จบ
กับการถูกทรยศจากคนที่ตนเคารพบูชามากที่สุด
…กริชา อาดัม
เพียงแค่นึกถึงชื่อนั้น พลันความเดือดดาลก็พุ่งทะยานขึ้นมาจนร้อนรุ่มไปทั่วอก เมดิซีมันโง่นัก โง่เกินกว่าจะให้อภัย กับการหลงเคารพใครเสียหมดใจ แต่กลับเลือกได้ผิดคน พระองค์ที่ตนเคยเฝ้าถวายการดูแล …สุริยันบรรพกาล ท่านหลอกลวงคนทั้งโลกเพื่อประโยชน์ของโลกใบนี้ แต่ท่านหลอกลวงเมดิซีไปเพื่อสิ่งใดกัน ถ้าไม่ใช่เพราะความไม่วางใจ…
ทั้งที่ถวายชีวิตปานนั้นแล้วแท้ ๆ
ทั้งที่ซื่อสัตย์ภักดีปานนั้นแล้วแท้ ๆ
ทั้งที่รักเสียจนหมดหัวใจปานนั้นแล้วแท้ ๆ …
จะทำร้ายข้าก็ทำไปเถิด
หากบังคับให้ข้าต้องแบกรับไว้ ข้าก็รับไหว
แต่ลูกของข้าทำผิดสิ่งใดกัน…
จูเลียไม่ได้เห็นเดือนเห็นตะวันมานับพันปี ต้องเติบโตอยู่ในที่มืดไร้สีสัน ไร้ชีวิตชีวา ไร้ความเจริญหูเจริญตา ดำรงอยู่กับความหวาดระแวงว่าวันนี้จะอยู่หรือตาย ตัวข้าจะสลายหายไปหรือยังพอจำแลงกายเลือนรางให้หล่อนเห็นได้ นี่หรือคือสิ่งที่เด็กผู้หญิงควรพบเจอ นี่หรือคือสิ่งที่ผู้บริสุทธิ์ต้องแบกรับ…
ความเดือดดาลในอกที่คุกรุ่นมานับพันปีมีแต่ยิ่งทวีคูณ ทว่าก็ค่อย ๆ มอดลงเมื่อตนได้ลูบเรือนผมสีแดงของเด็กหญิง ดวงตาสีเลือดสั่นคลอน ขณะมองร่างน้อย ๆ หายใจเข้าออกเป็นจังหวะ มองแสงอัสดงค่อย ๆ ลามไล่มาทาบทับจนเรือนผมของเธอส่องสว่าง อะไรบางอย่างในอกของเมดิซีก็วูบไหวขึ้นมา
เป็นพันปีได้แล้วที่หล่อนเกิดมา
ทว่าร่างกายเล็กจ้อยนี่กลับไม่เจริญเติบโตเลยแม้แต่น้อย เธอยังคงมีรูปร่างเป็นเด็กหญิงอายุอารามไม่เกินสิบขวบของพวกมนุษย์ ทั้งที่หล่อนเป็นถึงระดับนักบุญแล้วด้วยซ้ำ ราวกับถูกแช่แข็งเอาไว้นิรันดร์ที่ภาพลักษณ์นี้ คนเป็นพ่อมีหรือจะอยากเห็นลูกแก่ชราไร้เรี่ยวแรง ทว่าการไม่มีวันเติบโตหมายถึงการไม่มีวันเข้มแข็งเช่นกัน
เพราะหล่อนยังคงมีวุฒิภาวะของเด็กน้อยไร้เดียงสา ฉลาดแต่ขาดเฉลียว มีพลังแต่ยังไม่รู้การประยุกต์ มีแต่จะตกเป็นเหยื่อที่จับตัวง่าย เมดิซีไม่มีปัญหากับการปกป้องหล่อนตลอดเวลา แต่ตัวเขาที่ผ่านการอยู่ใต้ดินมาเนิ่นนานก็ฉลาดพอที่จะไม่ลำพองตัวเอง วันหนึ่งเขาอาจไม่สามารถอยู่ดูแลเธอ เขาไม่มีพันธมิตรที่แน่นแฟ้นพอจะนำเธอไปฝากฝัง และการทอดทิ้งหล่อนไว้ในโลกที่ไม่เหลือคนที่จะรักเธอ …ก็น่ากลัวเสียยิ่งกว่าการต้องใช้ชีวิตนับอสงไขยอยู่ใต้ดินเสียอีก
เป็นอีกครั้งที่เมดิซีจนตรอกด้วยความไม่รู้ เขาไม่เคยมีลูก ไม่เคยศึกษาเรื่องราวพวกนี้ด้วยซ้ำ และประวัติศาสตร์การมีทายาทจากเลือดเนื้อผู้วิเศษฝ่ายเดียวก็มีน้อยนิดนัก และมักจะเป็นปริศนา กล่าวถึงผ่าน ๆ ในบทนิทานปรัมปรา หรือบางทีอาจไม่เคยมีทายาทใดเติบโตและอยู่รอดมาจนถึงปัจจุบัน
พ่อจะทำอย่างไรดี จูเลีย…
เมดิซีได้แต่ลูบศีรษะน้อย ๆ ในอ้อมแขนที่ยังคงหายใจเข้าออกเป็นจังหวะ ลมหนาวปลายปีพัดเข้ามากระทบกับหน้าต่างบานใหญ่ หิมะระลอกใหม่ใกล้จะหล่นจากฟ้าในอีกไม่กี่วันข้างหน้า ชายผมแดงกระชับผ้าห่มขึ้นมาอบอุ่นร่างจิ๋วอีกครั้ง แต่ดูเหมือนจะกระทำรีบร้อนไปจนใบหน้าอ่อนวัยขมวดคิ้วมุ่น หาววอดใหญ่ และตื่นจากการหลับใหลในที่สุด
“ยัยหัวฟู” เขาพูดน้ำเสียงกลั้วหัวเราะ
“ฮิฮิ” เธอขยี้ตาพร้อมกับเสียงหัวเราะเบา ๆ ที่ทำเอาหัวใจชายหนุ่มอุ่นวาบขึ้นมา “เมก็หัวฟู”
“เดี๋ยวนี้ไม่เรียกพ่อแล้วหรือไง” เมดิซียิ้มพลางส่ายหน้า ยัยเด็กนี่ตอนคราแรกก็เรียกแต่พ่อจ๋า ๆ อยู่หรอก แต่พอเอาอกเอาใจนานเข้าไป สักพักก็ไปจำชื่อจริงตามพวกคนรับใช้เรียก กลายร่างเป็นเด็กแสบที่ทำเอาทั่วทั้งคฤหาสน์ต้องปั่นป่วน
“จูเลียชอบชื่อเม” หล่อนหัวเราะเอิ้กอ้าก “เมดิซี คนอะไรชื่อเพราะจังเลย”
ชายผมแดงยิ้ม ดวงตาทับทิมอ่อนแสงด้วยความเอ็นดูรักใคร่ เด็กตรงหน้ารู้ตัวหรือไม่ว่าตนเองก็เป็นหนึ่งในเมดิซีเหมือนกัน
พลันความหนักอึ้งก็ยิ่งทับถม เมื่อตระหนักได้ว่าตนต้องรีบทำอะไรสักอย่าง เพื่อที่จะรักษารอยยิ้มแสนหวานและดวงตาจรัสแสงนี่เอาไว้ ก่อนที่ทุกสิ่งอย่างจะสายเกินไป
แต่ทางเลือกที่เขามีในตอนนี้คืออะไรบ้าง?
หนึ่ง ไล่ตามหาเบาะแสตั้งแต่แรกเริ่ม แกะรอยตามหนังสือและคำเล่าขาน เพื่อที่อาจจะพบเจอคำตอบในอีกหลายต่อหลายปีข้างหน้า …หรืออาจไม่พบเจอสิ่งใดเลย
สอง บากหน้าไปถามเหล่าเทพที่มีอำนาจอยู่ในขอบเขตของความลึกลับ เทพีรัตติกาล อมานีซิส ผู้ซึ่งปัจจุบันครอบครองเส้นทางมรนา จุดเริ่มต้นและจุดสิ้นสุดของการเวียนว่ายตายเกิด
และดูเหมือนว่าความเป็นไปได้มากที่สุดคือทางที่สอง ปฏิเสธไม่ได้ว่าการได้รับคำตอบจากผู้ปราดเปรื่องที่สุดย่อมเป็นหนทางที่ง่ายดายและจริงแท้แน่นอน ทว่าความกังวลกลับไม่ได้จางหายไปในทันที เมดิซีไม่ได้บาดหมางกับพระองค์ แต่ก็ใช่ว่าตนจะเป็นที่โปรดปราน การเดินไปมือเปล่าเพื่อขอความช่วยเหลือจากท่าน อาจไม่ได้รับแม้แต่การชายตามอง
แต่การได้ลองดู ก็คงดีกว่านั่งรออยู่เฉย ๆ
มีทางเลือก ก็ยังดีกว่าไม่มีเลยสักทาง
“จูเลีย” เมดิซีเอ่ยพร้อมกับค่อย ๆ ยันตัวขึ้นมานั่ง เรือนผมสีแดงฉานสยายไหลผ่านลาดไหล่ งดงามราวกับน้ำตกเลือด ก่อนใบหน้าหล่อเหลาจะยิ้มซุกซน อุ้มเด็กตรงหน้าขึ้นมานั่งตัวตรงให้ตื่นจากงัวเงีย แล้วจึงถามคำถามที่ไม่มีครั้งไหนที่เธอจะปฏิเสธได้เลยขึ้นมา “เดี๋ยววันนี้ข้าจะพาไปเปิดหูเปิดตา เจ้าสนใจหรือไม่”
“ไป!”
/
เมดิซีไม่เคยปล่อยให้จูเลียอยู่ตัวคนเดียว ไม่แม้แต่ครั้งเดียว ความประมาทได้มอบบทเรียนราคาแพงที่ต้องจ่ายด้วยความทรมานสาหัสสากัญนับพันปีให้แก่เขามาแล้ว ยิ่งปัจจุบันที่ชายผมแดงไม่ใช่ตัวตนระดับราชาเทวทูตอีกต่อไป ความระแวดระวังยิ่งมีเพิ่มเป็นเท่าทวี ไม่ว่าจะอยู่ที่ใด เมดิซีจะมีจูเลียไว้ข้างกายเสมอมา
เด็กหญิงที่มีความรู้สึกนึกคิดไม่ต่างจากเด็กวัยสิบขวบ แต่กลับมีพลังระดับนักบุญ จะมีใครบ้างไม่อยากได้ตัวมาต้มยำทำแกง แยกชิ้นส่วนขายก็นำเงินมาเลี้ยงดูชีวิตตนเองได้ยันภพชาติหน้า ไม่ต้องพูดถึงเรื่องการนำมาเป็นตัวประกันที่ยอดเยี่ยมที่สุดที่จะใช้ต่อรองกับเขา เมดิซีย่อมยอมศิโรราบทุกอย่างเพื่อพาตัวเธอกลับมา การเดินทางทุกครั้งจึงเป็นเรื่องปกติที่จะมีการลอบโจมตีจากผู้วิเศษทั้งหลายที่ติดตามล่าหัวเราสองคน
ครั้งนี้ก็เช่นกัน
ลูกไฟจำนวนมากถาโถมเข้ามา พลังวิปลาสประหลาดตาปรากฏไปทั่วผืนป่า เมดิซีกระโดดถอยหลบอย่างรวดเร็วพร้อมกับเด็กน้อยในอ้อมแขนที่มองการต่อสู้ตาเป็นประกาย หล่อนมักเป็นเช่นนี้เสมอ ตื่นตาตื่นใจทุกครั้งที่พ่อตัวเองออกโรงจนเนื้อตัวเต้น น่าเอ็นดูจนอดส่ายหัวยิ้มไม่ได้
โดยไม่ทันได้หวั่นใจว่าหล่อนอาจจะดิ้นหลุดจากอ้อมแขนแล้วลงไปต่อสู้ด้วยตัวเองเพราะคึกคะนองก็ตาม
ทัศนียภาพกลับกลายเป็นมืดครึ้ม ชายสามคนที่ดักโจมตีเราสองคนเป็นผู้วิเศษสายประตูและพายุ เจ้าสมุทรสองคน กับนักท่องเที่ยวหนึ่งคน และที่นี่คือป่าติดชายหาด ห่างออกไปไม่เกินหนึ่งกิโลเมตรก็คือทะเล นี่คือความได้เปรียบที่คนเหล่านั้นมีต่อเขา พวกมันรู้ได้อย่างไรว่าเมดิซีจะใช้เส้นทางนี้ในการเดินทางไปรับของวิเศษเพื่อใช้เป็นเครื่องบรรณาการถึงเทพีรัตติกาล ไม่สิ พวกมันรู้ได้อย่างไรว่าเขากำลังจะไปที่ใด หรือมีหนอนเน่าในคฤหาสน์ที่คอยส่งข่าว ความคิดจำนวนมากวิ่งอยู่ข้างในสมอง
สถานการณ์ตอนนี้ไม่เรียกว่าได้เปรียบหรือเสียเปรียบ เมดิซีไม่คิดจะสู้ในขณะที่มียัยหนูอยู่ใกล้ ๆ เขาแค่จะถอยร่นไปจนกระทั่งออกจากอาณาเขตอันเลวร้ายนี่
ทว่าความเข้าใจนี้ของสองเราพ่อลูกคงคลาดเคลื่อนกัน
จูเลียอาจคิดไปว่าพ่อกำลังโดนหมาหมู่รุมต้อนจนจนมุม และตัวเธอก็ทำได้แค่มองดูเขาลำบากอยู่ฝ่ายเดียว อะไรบางอย่างในอกเล็ก ๆ ก็ร้อนรุ่มไปด้วยความเสียใจหนักหนา และในขณะที่เทวทูตสีชาดกำลังจมอยู่ในการพินิจพิเคราะห์ความเป็นไปได้ในสมอง ก็ไม่ทันจะได้กระชับอ้อมแขนให้แน่นหนาพอที่เด็กดื้อจะแงะตัวเองออกไปจากความปลอดภัยที่พ่อมอบให้เธอ
“เดี๋ยวก่อน- จูเลีย!”
เด็กน้อยไม่รู้เดียงสาออกหน้าปกป้องพ่อของตนเองโดยไม่คิดเกรงกลัว หล่อนใช้พลังตามที่เมดิซีได้สอนมาอย่างดียิ่ง พวกผู้วิเศษผงะถอยร่นด้วยไม่ทันตั้งตัวว่าจะต้องรับมือกับนักบุญทายาทอดีตราชาเทวทูต ทว่านี่ไม่ใช่สนามฝึกซ้อม หล่อนยังไม่ถึงคราวต้องสู้กับผู้วิเศษที่สองในสามอยู่ระดับที่สูงกว่าเธอ เมดิซีพยายามจะพุ่งเข้าไปพาตัวเธอกลับมา ทว่าทันทีที่ศัตรูจับจุดได้ จึงพลิกสถานการณ์เป็นโอกาส เปลี่ยนเป้าหมายมาโจมตีชายผมแดงที่ร้อนรนผิดแผกจากที่เคยเป็นมา เพื่อที่จะทำให้สมาธิของเด็กน้อยแตกกระเจิงเมื่อเห็นว่าพ่อต้องรับความเสียหายแทนเธอ
เมดิซีสามารถผลักการโจมตีออกไปได้ไม่ยากเย็น แต่นั่นก็เป็นคนละเรื่องกับการรักษาสติของลูกสาว การที่หล่อนหันหลับมาตรวจสอบความปลอดภัยของบิดา นั่นหมายความถึงการเปิดช่องโหว่มหาศาล เจ้าสมุทรพัดพาลมกรรโชกและคลื่นทะเลสาดซัดดับเพลิงของเด็กหญิงที่ประมาท เสียการตั้งหลักและการป้องกัน จนทำให้นักท่องเที่ยวจับตัวเธอได้ในที่สุด
เรียกได้ว่าเมดิซีถึงคราวสติแตกของจริง
“จูเลีย!”
ชายผมแดงเบิกตากว้าง รีบผละจากนักบุญอีกคนที่กำลังต่อสู้อยู่เพื่อพุ่งไปหานักท่องเที่ยว ทว่าก็ถูกขัดขวางเอาไว้ ครานี้เจ้าสมุทรสองคนสามารถร่วมมือกันเพื่อกำจัดเมดิซีโดยไร้ความกังวล จึงยิ่งบันดาลพลังสาดซ้ำกระทั่งเทวทูตล้มลงกับพื้น เพลิงไฟมีแต่ยิ่งอ่อนล้ากำลังเมื่อผู้ใช้งานไม่อาจตั้งมั่นกับสมาธิได้
ภาพสุดท้ายที่เมดิซีเห็น คือภาพของลูกสาวที่ถูกบีบข้อมือแน่นจนแขนเล็ก ๆ นั่นช้ำแดง ดวงตาทับทิมวาวแววไปด้วยน้ำตาที่ไม่ได้มาจากความกลัวว่าตนเองจะเป็นเช่นไรต่อไป แต่เกิดจากความกลัวที่ว่าพ่อจะเป็นอะไรไปเพราะตนเอง ยิ่งบีบรัดหัวใจชายผมแดงยิ่งขึ้น เขาพยายามพยุงตัวทั้งที่แข้งขาอ่อนแรง แทบจะคลานไปหา ก่อนเสียงใสแจ๋วแสนสั่นคลอนจะเอ่ยขึ้นมาทิ้งท้าย
“เมไม่ต้องสนใจเรา จัดการพวกมันเลย!-”
แล้วก็หายวับไปต่อหน้าต่อตา
ทุกอย่างกลับกลายเป็นความเงียบไร้บทสนทนา มีเพียงเสียงสายฟ้า พายุ ที่กำลังจะกระหน่ำลงมาฉีกกระชากร่างของเมดิซีให้ไม่เหลือชิ้นดี
…โดยที่หัวใจของเขาได้แหลกลาญไปก่อนหน้านั้นแล้ว
/
เปรี๊ยง
อสนิบาตกระหน่ำหนัก พร้อมกับพายุไม่ทราบที่มาบนโลกข้างล่าง บนหมู่เกาะที่ไม่ได้มีความสลักสำคัญอะไร ย่อมไม่ใช่เรื่องปกติธรรมดา แม้กริชาไม่ใช่ผู้ที่จะคอยแก้ไขปัญหาทุกเรื่องให้กับโลกใบนี้ ทว่าการเป็นเทพผู้สู่งส่งมานับพันปี เขาย่อมมีสัมผัสที่ตระหนักได้ว่าเรื่องใดบ้างที่เขาควรลงไปสังเกตการณ์
เรือนร่างบริสุทธิ์ค่อย ๆ ถูกถักทอขึ้นจากความว่างเปล่า ณ ริมทะเลที่ปกคลุมไปด้วยพายุโหมกระหน่ำ สายฟ้าวูบวาบสลับกันสั่นสะเทือนแผ่นดิน ทว่าไม่มีฝนแม้แต่หยดเดียว ดวงตาสีทองมองภาพต้นไม้ใหญ่ที่โยกไหวราวกับกิ่งไม้ไผ่ มีผู้วิเศษกำลังต่อสู้อยู่ด้านในนั้น แต่ไม่ทันจะได้พินิจพิจารณาว่าคือผู้ใด เสียงร้องไห้ของเด็กหญิงสักคนก็ดังขึ้นมาเสียก่อน เรียกเอาความสนใจของมหาเทพไปเสียหมดสิ้น
นักท่องเที่ยวกับสัตว์วิเศษสายนักล่า กริชารู้สึกคุ้นเคยขึ้นมาเสียจนต้องทอดมองไปตามเส้นทางในโลกวิญญาณที่กำลังนำร่างสองร่างไป และรู้ในที่สุดว่าคือใครกันแน่ รอยยิ้มเล็กจึงจุดติดที่มุมปากทันที
มหาเทพเพียงเอื้อมแขนไปข้างหน้า กำมือแน่น จนกระทั่งได้ยินเสียงกระดูกบดละเอียด เขาจึงคลายมือออก เลือดสีแดงสดไหลซึมขึ้นมาจากพื้นดินว่างเปล่า เนืองนองพร้อมกับกองอวัยวะที่เละเทะไม่เป็นชิ้นดี กริชาโบกมือเข้าหาตัวอีกครั้ง แล้วจากนั้นเด็กหญิงผมแดงก็ปรากฏกายขึ้นในอ้อมแขนอย่างน่าอัศจรรย์
กริชาพินิจมองดูแล้วก็คิดได้ว่าช่างเหมือนนัก
เหมือนเหลือเกิน
“ฮืก ฮือ…” เด็กตัวจ้อยสะอึกสะอื้น ตัวสั่นระริกราวกับลูกนกตกรัง กอดตัวเองแน่นจนน่าเวทนานักหนา กริชาจึงใช้มืออีกข้างเกลี่ยปอยผมสีแดงนั่นให้พ้นจากใบหน้าแดงแจ๋ จนเด็กน้อยชะงักแล้วเงยหน้ามองผู้ลักพาตัวคนใหม่ทันที “อึก ใครน่ะ…”
ดวงตาสีทับทิม เรือนผมสีแดงเดือด มีเลือดเนื้อของสัตว์วิเศษสายนักล่า
นี่มันตุ๊กตากระเบื้องเคลือบที่ถอดแบบต้นฉบับมาไม่มีผิดเพี้ยนเลยมิใช่หรือ
“เราผ่านมาแถวนี้พอดี เลยช่วยเธอไว้ได้ทัน” ชายผมบลอนด์ตอบทั้งรอยยิ้มอ่อนโยน แผ่พลังรัศมีเรืองรองกล่อมเกลาความหวาดระแวงของเด็กสาวลงได้อย่างประหลาด เธอรู้สึกราวกับถูกปลอบประโลมจากทุกความกังวล มากเสียจนเชื่อใจคนแปลกหน้าได้ในทันที “เจ็บตรงไหนหรือไม่ เราจะช่วยรักษาให้เอง”
เด็กน้อยส่ายหน้าเบาบาง พลางพยายามหยุดสะอื้น แต่ก็ล้มเหลว ดวงตาทับทิมหม่นแสงระริกไหว มองไปมองมาบริเวณโดยรอบ ก่อนจะหันกลับมามองที่คนแปลกหน้าผู้แสนจะใจดี ความกระวนกระวายตีขึ้นมาจนล้นอก “คุณลุง… คุณลุงไปช่วยพ่อของหนูได้ไหม พ่อหนู- ฮึก พ่อของหนูกำลังโดนทำร้าย”
กริชายิ้มรับ ก่อนจะกระชับอ้อมแขนเพื่ออุ้มเด็กน้อยให้ถนัด แล้วจึงหันไปทางป่าไม้มืดทึบที่มีพายุปกคลุมเหนือหัว ดวงตาสีทองมองมันอย่างนิ่งงัน นี่ไม่ใช่คู่ต่อสู้ที่สมฐานะของเด็กคนนั้นด้วยซ้ำไป อ่อนแอลงหรือ ไม่ ไม่ใช่ สายตาของมหาเทพตวัดกลับลงมามองที่ร่างเล็กจ้อยในอ้อมแขน ผู้ซึ่งกำลังก้มหน้าปาดน้ำตาให้หมดไป
จุดอ่อนใหม่งั้นหรอกหรือ
น่าสงสัยนัก
และน่าสนใจเหลือเกิน
“อย่ากังวล เราจะไปช่วยเขาเอง” กริชาเดินตรงเข้าไปในป่าทึบอย่างไม่รีบร้อน ความมืดครอบงำกลืนกินร่างทั้งสองในทันที ปฐพีเลือนลั่นจากการปะทะกันของผู้วิเศษจนทำร่างเล็กสั่นผวา ชายผมบลอนด์ลูบหลังปลอบประโลมหล่อนบางเบาอีกครั้ง ก่อนจะเอ่ยวาจาคาถาที่สามารถทำให้เธอพยักหน้ารับโดยไม่แม้แต่จะคิดสงสัย “เราจะส่งเธอไปอยู่ที่ปลอดภัย แล้วค่อยกลับมาเจอพ่ออีกที แบบนี้ดีกว่าไหม …จูเลีย”
“อือ…”
เด็กน้อยตอบรับพร้อมกับความเหนื่อยล้าที่กลืนกินร่างกาย แล้วผล็อยหลับไปคาอกทั้งแบบนั้น กริชาจึงทำเพียงลูบศีรษะของหล่อนลงมาถึงกลางหลัง พลันร่างของเธอก็อันตรธานหายไป เพื่อที่จะปรากฏตัวขึ้นอีกทีในวิหารของมหาเทพเบื้องบนอันไกลแสนไกล
…เกินกว่าใครสักคนจะหาเจอ
.
.
.
นิ่งงัน อ้างว้าง มีเพียงเสียงสายฟ้าอ่อนกำลังที่คำรามลงมา ทว่าเจ้าสมุทรทั้งสองกลับไม่แม้แต่จะมีลมหายใจเพื่อควบคุมมันอีกต่อไป
การสู้รบจบลงโดยผู้ชนะก็คือบุคคลที่กริชาคิดเอาไว้อยู่แต่แรก ชายผมแดงสะบักสะบอม เลือดทั้งจากตนเองและคู่ต่อสู้ท่วมกายเสียจนดูคล้ายกับยามสงครามที่อีกฝ่ายอาบเลือดศัตรูราวกับน้ำสะอาด ทว่าครานี้กลับไม่มีความยโสโอหังใด ๆ อีกต่อไป มีเพียงความกระวนกระวาย สับสน พยุงกายตนเดินตรงไปไร้ทิศทาง พึมพำไม่เป็นภาษา จับใจความได้เพียงคำนามคำเดียว
จูเลีย… จูเลีย…
นับร้อยปี นับพันปี ที่เมดิซีได้เคยปรนนิบัติข้างกายตนในอดีตเมื่อสมัยยังเป็นสุริยันบรรพกาล กริชาไม่เคยเห็นชายผมแดงให้ความสลักสำคัญสิ่งใดไปมากกว่าพลังและการสู้รบ ไม่เคยเห็นห่วงใยสิ่งใดมากไปกว่าเกียรติและศักดิ์ศรีย์ ไม่เคยเห็นรักและหวงแหนสิ่งใดไปมากกว่าตัวของกริชาเอง
เปลี่ยนไปแล้วจริง ๆ เปลี่ยนไปในแบบที่ห่างไกลจากตัวตนอันสูงส่งยิ่งกว่าเดิม เปลี่ยนไปจากสัตว์วิเศษจนแทบจะเป็นคนธรรมดาคนหนึ่ง แต่นั่นก็เป็นเรื่องเข้าใจได้ หากกริชาละทิ้งความเป็นมนุษย์ แล้วเหตุใดเมดิซีจะละทิ้งความเป็นเทพไม่ได้
แต่ไม่ว่าจะสูญสิ้นความรู้สึกอ่อนไหวไปปานใด สายเลือดนักวิจัยยังคงดื้อดึงไม่ยอมออกไปจากดวงวิญญาณ
กริชาได้เห็นแบบนี้แล้วจะอดใจไหวได้อย่างไร
ต้องตั้งสมมติฐาน
ต้องทดลอง
ต้องพิสูจน์
ต้องแกล้ง
กริชาเดินตรงไปหาร่างสะบักสะบอมอย่างเชื่องช้า ใจเย็น ไม่คิดปกปิดสิ่งใดทั้งนั้น พลันเสียงแมกไม้ขยับก็เรียกให้เทวทูตสีชาดหันขวับทันทีทันใด ภายใต้ความมืดมิดของป่าทึบที่มีเมฆดำปกคลุม ทัศนียภาพเลือนรางทำให้เมดิซีต้องเพ่งพิจารณาขณะเตรียมตัวตั้งรับ ชายตัวสูง ในชุดสีขาวบริสุทธิ์ ผมสีลอนด์ ดวงตาสีทอง…
ใบหน้าของชายผมแดงซีดเผือดขึ้นมาทันที
กริชา อาดัม…
อารยะตกใจสุดขีดเผยบนใบหน้าหล่อเหลา ความกังวลใจจากที่มากอยู่แล้วยิ่งทวีความรุนแรง พระองค์มาทำอะไรที่นี่ มันเกิดอะไรขึ้นกันแน่ ลูกล่ะ จูเลียอยู่ที่ใดกัน-
หรือว่า
ดวงตาสีแดงเดือดเบิกโพลงเมื่อจับสมมติฐานสองอย่างมาชนกัน ตวัดใบหน้ากลับไปที่ร่างมหาเทพด้วยความเดือดดาล หรือทุกอย่างมันคือแผนการของท่านแต่แรก-
“ฟุ้งซ่านไม่สมกับเป็นเจ้าเลย” ชายผมบลอนด์อ่านความคิดแล้วก็ได้แต่ส่ายหน้าพร้อมรอยยิ้มอ่อนใจ พลางเดินอย่างไม่รีบร้อนเข้าไปหาร่างที่ยืนอ่อนแรงโซเซ เอาแต่ถอยหนีเขาทีละก้าว ทีละก้าว ทั้งที่ยังประจันหน้าสู้ วางท่าข่มขู่ราวกับแม่แมวจนตรอกที่มีลูกอยู่ด้านหลัง แตกต่างที่ลูกไม่ได้อยู่ตรงนั้น แต่อยู่กับเขา “อย่าเป็นกังวล ลูกของเจ้าแข็งแรงปลอดภัยดี”
ลูก
จูเลีย- จูเลียอยู่กับพระองค์
เพียงแค่นั้น ความหวาดกลัวตีตื้นขึ้นมาจนหนาวสั่นไปทั่วร่างกาย บาดแผลจากชายคนเดิมนี้ยังไม่ทันจะได้หายดีด้วยซ้ำ กลับตบหน้ากันด้วยความทรมานระลอกใหม่เร็วปานนี้เชียวหรือ ความเสียใจ ความโกรธแค้น ชิงชัง เดือดพล่านจนไม่อาจทานทน ไม่ทันได้มีสติสัมปชัญญะนึกคิดสิ่งใด เมดิซีรู้แค่ว่าตนจะไม่ทำผิดพลาดเป็นครั้งที่สอง และเขาจะไม่ยอมสูญเสียสิ่งใดไปอีก
จากที่ถอยร่นหนีก็ถึงกับพุ่งเข้าหาร่างบริสุทธิ์ของมหาเทพที่ยืนนิ่งงันราวกับคาดการอยู่แต่แรกว่าสิ่งนี้จะต้องเกิดขึ้น โดยไม่ต้องขยับตัวทำสิ่งใด ร่างของเมดิซีก็ทรุดลงคุกเข่าแทบเท้าชายผมบลอนด์ สั่นสะท้านไปทั่วสรรพางค์กาย ดวงตาทับทิมระริกสั่นคล้ายจะหล่นแหล่มิหล่นแหล่เงยขึ้นมาสบกับนัยน์ตาสีทองซึ่งสงบนิ่งราวกับทะเลไร้คลื่น ที่อีกไม่นานสึนามิจะเดินทางมาถึง
“คืนลูกของข้ามา”
เมดิซีกำมือแน่น จิกกำดินใต้มือจนมันแทบแหลกสลาย เรือนผมสีแดงสยายปรกใบหน้ารุงรัง เนื้อตัวเปื้อนทั้งเลือดเปื้อนทั้งโคลน แต่ทับทิมแม้จะอยู่ใต้ตมก็คือทับทิม เมดิซียังคงสวยงามไม่แตกต่างกับในอดีตกาลที่กริชาเคยมีอีกฝ่ายรับใช้ดูแลข้างกาย อ่อนเยาว์ หล่อเหลา และเต็มไปด้วยเสน่หา …ในแบบที่กริชาไม่เคยนึกสงสัยว่าทำไมตนเองในอดีตจึงเอ็นดูอีกฝ่ายได้ปานนั้น
จึงอดไม่ได้ที่จะลดตัวลงไปหาเทวทูตสีชาดที่สั่นระริกจากทั้งความโกรธและความหวาดผวา คอยใช้เรียวนิ้วปาดเช็ดคราบที่ใบหน้าให้จางหาย คอยลูบแก้มระเรื่ออย่างที่เขาเคยทำ คอยเกลี่ยเส้นผมที่รุงรังให้พ้นจากใบหน้า “เจ้าควรห่วงใยตัวเจ้าเองเสียก่อน อย่ากังวลในสิ่งที่เรายืนยันให้เจ้าฟังแล้วอีกเลย”
เมดิซีกัดฟันแน่น จดจ้องดวงตาทองที่ยังคงทอแสงอ่อนโยนเสมอมา อ่อนโยนในแบบเดียวกันกับวันนั้นที่ทอดทิ้งเขาไป กล้าดีอย่างไร กล้าดีอย่างไรถึงมาให้เขาเห็น กล้าดีอย่างไรถึงคิดว่าเขาจะเชื่อในสิ่งที่พระองค์ตรัส กล้าดีอย่างไรถึงมาจับตัวลูกสาวของเขาไป ชายผมแดงกำลังเดินอยู่บนเชือกเส้นเดียวของสติที่ใกล้จะขาดผึง นี่คือครั้งที่เขาจวนเจียนจะคลุ้มคลั่งมากที่สุดเท่าที่เคยเกิดและเติบโตมา ความคิดความอ่านการตัดสินใจจางหายไปจากสมอง แม่ทัพหนุ่มกลับกลายเป็นทหารอ่อนซ้อมที่โง่เขลาในเกมกลยุทธ์เสียเอง
สิ่งเดียวในตอนนี้ที่คิดได้คือลูก
ลูกเท่านั้น
ถ้าต้องตายก็ช่างมันปะไร
เรี่ยวแรงเฮือกสุดท้ายถูกนำมาใช้เพื่อที่จะอาศัยทีเผลอที่มหาเทพกำลังเกลี่ยเส้นผมเล่นอย่างไม่รู้ร้อนรู้หนาว โจมตีอย่างไม่ทันตั้งตัวเพื่อพลิกสถานการณ์ให้ตนพอจะมีโอกาสต่อรอง ทว่ามันไม่ง่ายเช่นนั้น ไม่มีสิ่งใดง่ายเช่นนั้น เมดิซีเองก็รู้อยู่แก่ใจ เพียงแค่ขยับตัวเตรียมพุ่งเข้าหาร่างตรงหน้า ทัศนียภาพก็ค่อย ๆ มืดดับลงอย่างน่าพิศวง สู่นิทราโดยฉับพลัน ร่างทั้งร่างไร้แรงพยุงจนทิ้งตัวลงกับอกชายผมบลอนด์ที่รอรับอยู่แต่แรก
กริชาถอดถอนใจพร้อมรอยยิ้มบาง
เด็กนี่ยังโกรธเรามากจริง ๆ
แต่นั่นก็เป็นเรื่องที่เข้าใจได้
เขาค่อย ๆ รวบตัวชายผมแดงขึ้นมากอดแน่น เพียงเท่านั้น บาดแผล รอยเลือด ดินโคลน ก็พลันมลายหายไปจากร่างเทวทูตสีชาดอย่างน่าอัศจรรย์ ก่อนจะอุ้มช้อนร่างคนไร้สติขึ้นมาแนบอก ค่อย ๆ ลบเลือนตัวตนเราทั้งสองออกจากป่าทึบ
แล้วไปปรากฏตัวอีกครั้งที่คฤหาสน์ของตระกูลเมดิซี ในห้องนอนของเทวทูตสีชาด กริชาค่อย ๆ วางร่างหลับใหลของชายผมแดงลงอย่างอ่อนโยน ตะวันกำลังลาขอบฟ้าอย่างพอดิบพอดี เขานั่งลงที่ขอบเตียงพร้อมจัดการดึงผ้าขึ้นมาห่มร่างของอดีตผู้ใต้บังคับบัญชา เกลี่ยเส้นผมสีแดงสวยนั่นอีกครั้งเพื่อไม่ให้รบกวนการนอนหลับ ก่อนจะนั่งอยู่เช่นนั้น นิ่งงัน ตกตะกอนอยู่ภายใน
เพื่อมองใบหน้าของเทวทูตที่ในอดีตเขามองว่าความคิดความอ่านช่างเด็กน้อยนัก แต่ปัจจุบันกลับเป็นพ่อคนแล้วเสียอย่างนั้น จะเป็นพ่อแบบไหนกัน แบบเดียวที่เขาเป็นกับอาดัมและอามุนหรือไม่ ไม่… คงดีกว่านั้นนัก เมดิซีเป็นราชาเทวทูตที่ใกล้เคียงมนุษย์ที่สุดในบรรดาเหล่าราชาตนอื่น งดงามและมากไปด้วยรัก
กริชาลุกขึ้นจากเตียงนอนอบอุ่น ความมืดปกคลุมพื้นที่แล้วในที่สุด เขามองออกนอกหน้าห่างสุดลูกหูลูกตา อาจมองไปยังอาณาจักรเทพดาราซุกซ่อนลึกลับ หรือว่ามองกลับไปในอดีตกาลสมัยตนยังเป็นมนุษย์อยู่ก็ไม่อาจทราบได้ ดวงตาสีทองหันกลับมาจดจ้องใบหน้าของเทวทูตสีชาดเป็นครั้งสุดท้าย แล้วไม่นานนัก ร่างบริสุทธิ์เรืองรองค่อย ๆ ลบเลือนออกจากห้องนอนราวกับไม่เคยมีผู้ใดมาก่อน
เมดิซี
ขอให้เราได้เห็นความเปลี่ยนแปลงของเจ้าอีกสักหน่อยเถิด
/
เสียงร้องไห้ รอยน้ำตา และบาดแผลทั่วร่างน้อย ๆ ล่องลอยในทะเลสาบสีดำ
เมดิซีเห็นเลือดเนื้อเชื้อไขของตนเองกำลังทรมานหนักหนา เขาพยายามจะวิ่งเข้าไปหาเพื่อปกป้องปลอบประโลม ทว่ายิ่งก้าวเท่าไหร่ก็ยิ่งดูเหมือนห่างไกลเสียอย่างนั้น แข้งข้าติดพันราวกับมีเถาวัลย์พันรัด ส่งเสียงเพรียกหาเท่าไหร่ ลูกของเขาก็ไม่เอ่ยสิ่งใดกลับมา กลิ่นเลือดเริ่มหนักอึ้งจนจวนจะอาเจียน ร่างเล็กจ้อยนั่นไม่ไหวติงอีกต่อไป
จูเลีย
จูเลีย
จูเลีย-
“จูเลีย!”
ราวกับคนจมน้ำที่เพิ่งจะขึ้นมาเจออากาศ เมดิซีหอบหายใจคล้ายร่วงหล่นลงไปในทะเลสาบเหมันต์ เหงื่อไหลซึมทั่วกรอบหน้าทว่าหนาวเหน็บเข้ากระดูกดำ ความอกสั่นขวัญแขวนไม่หายไปจากใจเสียที และยิ่งมีแต่จะแย่ลงเมื่อพบว่าตนตื่นมาบนเตียงนี้คนเดียว ลำพัง
…กริชา อาดัม
หากความโกรธสามารถทำให้คนเป็นบ้าได้ เมดิซีคิดว่าตัวเองกำลังจะบ้า หากความเสียใจที่ทับถมมานับพันปีสามารถทำให้ใครสักคนใจสลายได้ เมดิซีกำลังเป็นเช่นนั้น หากความสับสนสามารถทำให้ใครสักคนสิ้นหวัง เมดิซีกำลังตรอมใจ เขากำลังเข้าใกล้จุดที่เรียกว่าคลุ้มคลั่งเสียยิ่งกว่าครั้งไหนในชีวิตอันยืนยาวนี้
พระองค์ทำเช่นนี้เพื่ออะไร ต้องการอะไรจากข้ากันแน่ กี่พันปีที่ผ่านมายังชดใช้บาปที่ข้าไม่รู้ไม่จบสิ้นหรืออย่างไร มือหยาบสั่นระริกจนต้องยกมาประคองข้างศีรษะทั้งสอง เรียวนิ้วจิกเส้นผมสีแดงอยู่อย่างนั้น เทวทูตแห่งสงครามครานี้นั่งชันเข่าปลอบประโลมตัวเองราวกับสัตว์บาดเจ็บที่ไร้หนทาง นัยน์ตาทับทิมที่เคยมั่นคงทอแสงสว่าง บัดนี้สั่นคลอนราวกับพร้อมจะร่วงหล่นทุกเมื่อ
จนกระทั่งคลื่นอารมณ์แห่งความโกลาหลได้ผ่านพ้นไป เมดิซีถึงได้แค่นหัวเราะแสนสมเพชตัวเองออกมา มือไม้ปล่อยร่วงลงกับเตียงราวกับหุ่นกระบอกถูกตัดเชือก ดวงตาเหม่อลอยไร้ทิศทาง เรือนผมสีเลือดกระเซอะกระเซิง หมดสิ้นแล้วภาพของแม่ทัพที่มีชัยทุกสงคราม
สุดท้ายทั้งหมดนี่มันก็ไม่มีเหตุผล
สุดท้ายมันก็คือความคิดของท่านที่ข้าไม่มีวันเข้าใจ
สุดท้ายไม่ว่าอย่างไร ข้าก็หนีเงาของท่านไม่พ้นเสมอมา
เมดิซีจะอดสูกับชีวิตตัวเองก็ได้ แต่จะถดถอยตอนนี้ไม่ได้ จูเลียยังรอเขาอยู่ ณ ที่ใดที่หนึ่งที่เขาไม่อาจทราบได้ ชายผมแดงถูกบีบบังคับให้เดินบนหนทางเดียวที่พระองค์วางไว้ให้ ไม่มีทางเลือก ไม่มีแม้แต่โอกาสตัดสินใจ เขากำมือแน่น ก่อนจะค่อย ๆ ก้าวขาลงจากเตียงนอน จากนั้นก็ทรุดตัวลงคุกเข่ากับพื้น สองมือกุมประสานจรดหน้าผาก นี่เป็นภาพที่ตัวเขาในอดีตกระทำอยู่ทุกวัน วิงวอนสื่อสารต่อพระองค์ท่าน และจะยิ้มอย่างมีความสุขทุกคราที่ท่านตอบรับ ทว่าปัจจุบันกลับทำให้พะอืดพะอมจวนเจียนจะสำรอก เพราะมันช่างตอกย้ำเหลือเกินว่าเขาเป็นได้แค่หมากที่อีกฝ่ายอยากจะเดินไปตรงไหนก็เดิน
เมดิซีหลับตาแน่น เอ่ยบทสวดที่ตนไม่อยากจำ และต้องคอยย้ำตัวเองว่ามันไม่เหมือนกันอีกแล้ว ไม่เหมือนกันอีกต่อไป
ครั้งนี้คือการทำเพื่อลูก มิใช่เพื่อใครอื่น
ทัศนียภาพถูกวาดลงบนเปลือกตา เส้นทางและจุดหมายถูกเรียงร้อยขึ้นมาอย่างประณีต ขั้นตอนและกลวิธีทุกอย่างถูกจดจำอย่างสลักแน่นเพียงอึดใจเดียว เมดิซีลืมตาขึ้น ก่อนจะเสกชุดเกราะเลือดกลับมาประดับกาย มือกำของวิเศษแน่น ดวงตาทับทิมจดจ้องไปข้างหน้าอย่างเงียบงัน ในยามเช้าของวันที่แสนสงบสุข ผู้นำของตระกูลก็ท่องไปในโลกวิญญาณลำพัง เพื่อไปสู่จุดหมายที่ไม่อาจเล่าให้ใครสักคนฟังได้เลย
.
.
.
โอ่อ่า วิจิตรตระการตา สมแก่ฐานะของมหาเทพ
วิหารกระดูกสีขาวมุกที่ตั้งอยู่ในจุดที่เมดิซีไม่อาจอธิบายได้ว่าคือที่ใด มันคือทุ่งหญ้าสีเขียวอ่อนสุดลูกหูลูกตา อากาศโปร่งสบาย และไม่มีสิ่งใดตั้งอยู่เลยนอกจากวิหารนี้ บางทีนี่อาจไม่ใช่จุดตั้งที่แท้จริงแต่เป็นเพียงของชั่วคราวเพื่อให้เขามาถึง เมดิซีไม่สนใจ ของจริงมันจะตั้งอยู่ที่ใดก็สุดแล้วแต่จะคิด เขาจะมาเหยียบที่นี่เป็นครั้งแรกและครั้งสุดท้าย
เรื่องแบบนี้ต้องไม่เกิดขึ้นอีกเป็นครั้งที่สอง
ชายผมแดงค่อย ๆ ก้าวขึ้นบันไดสีงาช้างอย่างใจเย็น เพื่อมองดูสถานการณ์รอบกายที่อาจเกิดเหตุใดขึ้นมาก็ได้ทั้งนั้น เขาสัมผัสได้ถึงสายตาลึกลับจำนวนมากที่มองไม่เห็น แต่พวกมันกำลังจดจ้องเขาอยู่ ประตูขนาดใหญ่ที่มีลวดลายงดงามปิดงับไว้ โดยผู้ที่ยืนอยู่ด้านหน้าก็เป็นคนคุ้นเคยอีกหนึ่งคน ที่เมดิซีไม่อยากเห็นหน้าที่สุดเช่นกัน
อสรพิษปรอท โอโรโบรอส
ครั้งหนึ่งเขาคิดว่าอีกฝ่ายคือสหายรัก เพราะเราสองคนคือเทวทูตที่มหาเทพใกล้ชิดสนิทสนมและวางใจมากที่สุด ในอดีตนั้นไม่ว่าจะเกิดอะไรขึ้นเมดิซีจะมีโอโรโบรอสคอยคุ้มกันด้านหลังตลอดมา และไม่ว่าจะเจอปัญหาใดอันยากเย็นแสนเข็ญ เทวทูตแห่งโชคชะตาจะเป็นคนที่เขาหันไปหาก่อนเสมอ ความทุกข์ของชายผมขาวคือความทุกข์ของเขา ไม่ว่าจะเรื่องราวอะไรเมดิซีไม่เคยหลับตาหนีทิ้งภาระความรับผิดชอบให้อีกฝ่ายเลยสักครั้ง
แล้วเพราะเหตุใดกัน
เจ้าจึงเงียบงันหายหน้าไปตลอดหลายพันปีที่เขาถูกกักขังไว้ใต้ดิน
“พระองค์รออยู่ด้านใน”
อสรพิษปรอทเอ่ยทั้งไม่ลืมตา ยังคงมีน้ำเสียงเย็นเยียบอันจับความรู้สึกไม่ได้ และเฉยชาเหมือนที่เป็นมา ทว่าในอดีตมันแน่นแฟ้นกว่านี้ มิใช่ห่างเหินแบบที่เป็นปัจจุบัน
และเมดิซีก็ปรารถนาให้มันเป็นเช่นนี้ต่อไป
พวกเขาไม่จำเป็นต้องหันหน้ามาคุยกันอีกแล้ว
เราไม่เคยมีกันและกันอยู่แต่แรก
เมดิซีไม่ตอบกลับ ไม่พยักหน้า เพียงเดินตามคล้อยหลังชายผมขาวที่เดินนำเข้าไปในประตูขนาดมหึมาที่เปิดอ้าด้วยตนเอง ความมืดมิดครอบงำร่างเราทั้งสอง ก่อนทีประตูจะปิดลงและความสว่างเริ่มจุดประกายบนเสาทีละต้น ทีละต้น
ประติมากรรมด้านในสวยงามแต่สับสน งามละลานตาแต่ไม่อาจแยกออกได้ว่ามีกี่ห้องกี่ประตู เสาที่เดินผ่านมาคือของจริงหรือปลอม ทางเดินยืดยาวหรือแค่เป็นการหลอกลวงจิตใจ กระทั่งผ่านความเงียบของบทสนทนาและฝีเท้าที่กระทบพื้น โอโรโบรอสก็หยุดลง แล้วหันหน้าไปทางประตูขนาดใหญ่ที่ปิดงับ แพขนตาสีขาวเปิดขึ้นจนเห็นดวงตาแห่งโชคชะตา จดจ้องมาที่เมดิซีเป็นครั้งสุดท้าย ก่อนจะเลือนหายไป
เขามาถึงแล้ว
เสียงหัวใจระรัว ความหวาดกลัวคืบคลานมาหา ทว่าเมดิซีปัดพวกมันไปให้พ้นก่อนจะเดินตรงเข้าไปในห้องที่ส่องสว่าง ประดุจมีตะวันพันดวงอยู่ข้างใน เขาถูกสีขาวกลืนกิน ห้อมล้อม ก่อนที่เสียงประตูบานยักษ์จะปิดตัวลง ภาพของห้องบรรทมจึงได้ค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมา
และมันยังคงเหมือนเดิมไม่มีผิดเพี้ยน เหมือนเสียจนร่างกายเริ่มมีปฏิกิริยา หน้าต่างบานใหญ่โดยรอบ เสาหินอ่อนค้ำยัน ระเบียงอันเปิดโล่งที่เห็นแสงจันทร์สอดส่อง เครื่องหอมและเครื่องสังคโลกแบบที่คุ้นตา ตั่งตัวยาวที่แสนคุ้นเคย
โดยมีร่างของมหาเทพที่เอนตัวนอนค่อย ๆ ปรากฏขึ้นมา
ผมสีทองประบ่า ดวงตาสีทอง เค้าโครงสันกรามชัดลึก เมดิซีเคยเห็นใบหน้านี้มาสองช่วงเวลา หนึ่งคือเมื่อยามอาดัมยังคงดำรงอยู่ แต่เด็กนั่นจะชอบไว้ผมยาวรุงรัง หนวดเคราไม่ตัดแต่ง ประหยัดคำพูด พอถึงคราที่พระองค์มาแทนที่ลูกชายตน ภาพของอาดัมคนนั้นก็ราวกับลบเลือนหายไปเสียหมดสิ้น ไม่หลงเหลือแม้แต่กระทั่งในร่างกายที่เคยเป็นของอีกฝ่ายเลย
แต่ช่างหัวพ่อลูกบ้านอื่นปะไร
“ลูกของข้าอยู่ที่ไหน”
ไม่อ้อมค้อม ไม่ประวิงเวลา เมดิซีพุ่งตรงเข้าสู่ประเด็นโดยไม่แม้แต่จะรีรอสิ่งใด ทว่าความรีบเร่งของชายผมแดง ไม่ได้หมายความว่ามหาเทพจะรีบเร่งเช่นกัน กริชายังคงหลับตานิ่งสนิท รอยยิ้มบางแสนอ่อนโยนยังคงประดับใบหน้า ทว่าไม่มีแม้แต่ความเมตตาให้กับคนเป็นพ่อสักนิด
“นั่งลงก่อน” กริชาเอ่ยเท่านั้น รอยยิ้มไม่ลาหาย เปิดดวงตาสีทองขึ้นมาอย่างใจเย็น “ยังมีเรื่องอีกมากที่เราจะคุยกัน”
น่าขันนัก จะมีเรื่องอะไรให้เราต้องเจรจาอีก ตลอดหลายพันปีที่ผ่านมานี้ พระองค์เคยคิดจะมาพูดคุยกับเขาหรือไม่ ก็ไม่มี
แล้วจะมาทำไมตอนนี้
“ข้าไม่ต้องการสิ่งใดจากท่านทั้งนั้น ยกเว้นเรื่องจูเลีย”
เมดิซียื่นคำขาด จ้องมองร่างที่ค่อย ๆ ลุกขึ้นมานั่ง แล้วหันตัวมาหา พระองค์เป็นบุรุษที่น่าประหลาด เป็นชายที่แค่นั่งตั่งก็ราวกับนั่งบนบัลลังก์เสียอย่างนั้น
ช่างตอกย้ำอำนาจที่ไม่เคยเท่ากันของเราสองคน
“แน่ใจแล้วหรือ” มหาเทพถามทั้งรอยยิ้มและดวงตาอำพันที่มองทะลุผ่านตัวเทวทูตสีชาด “ไม่อยากรู้แล้วหรืออย่างไร ว่าทำไมลูกสาวถึงยังตัวเล็กจ้อยเช่นนั้น”
ซ่า
ราวกับถูกน้ำเย็นสาดใส่หน้า เมดิซีชาไปทั้งตัว ดวงตาทับทิมเบิกกว้าง อะไรบางอย่างข้างในอกบีบรัดแน่น เป็นความรู้สึกอันแสนอันตรายเหลือล้น ทว่าก็โล่งอกปลอดโปร่งเมื่อพบว่าเรื่องราวที่แสนสงสัยมันมีเหตุผลมาอธิบาย
แต่ทำไม ทำไม
ทำไมต้องมาจากปากชายตรงหน้า
“พระองค์-” รู้ได้อย่างไร
“พวกเราต่างก็มีบุตรด้วยตัวคนเดียวเช่นกันไม่ใช่หรือ” กริชาส่ายหน้าบางเบาราวกับเห็นเด็กน้อยไร้เดียงสาต่อหน้า ก่อนจะลุกขึ้นยืนเต็มความสูง แล้วมองตรงมาที่นางฟ้าที่เริ่มชะงักงัน ทำทีท่าจะถอยหนี “และเจ้าก็คงทราบดี ว่าคำตอบที่เรามีให้นั้นล้ำค่าปานใด”
ซึ่งมันคือความจริง
สิ่งที่เขาตามหา มันอยู่ตรงหน้านี้แล้ว
“ไม่… ข้าไม่ต้องการคำตอบจากท่าน” เมดิซีทำใจดีสู้เสือแม้ภายในจะกู่ร้องตะโกนว่าตนไม่อาจดิ้นรนได้ภายใต้พระเนตรพระกรรณของพระองค์อยู่ดี “ส่งจูเลียคืนมา ไม่มีการต่อรองใด ๆ ทั้งสิ้น ท่านไม่มีสิทธิ์พรากหล่อนไปจากข้าแต่แรก”
ทว่าพระองค์ยังคงยิ้มอย่างซื่อสัตย์และมองมาที่อดีตเทวทูตในการปกครองด้วยความอ่อนโยน ก่อนจะเดินตรงมาหาเมดิซีอย่างเชื่องช้า ไม่รีบร้อน ชายผมแดงกำมือแน่น แข้งขาปักหลักอยู่กับที่ เขาไม่อาจขยับหนีไปไหนได้ ไม่ใช่เพราะต้องมนต์ แต่เพราะมีใครบางคนที่เขาต้องไปช่วยเหลือให้ได้
จูเลีย
ถึงข้าจะเกลียดที่แห่งนี้ปานใด
ข้าจะไม่มีวันทิ้งเจ้าแล้ววิ่งหนีไปเด็ดขาด
ชั่วพริบตาร่างของมหาเทพก็ยืนห่างจากเขาเพียงฝ่ามือ สุริยันบรรพกาลแม้จะย้ายมาสถิตใหม่ในฐานะ กริชา อาดัม ก็ยังคงมีความสูงและบรรยากาศแบบเดิมที่ทำเมดิซีหายใจไม่ออก นิ่งสงบ เยือกเย็น อ่อนโยน ราวกับเป็นใบมีดโกนอาบน้ำผึ้ง
“เจ้าคิดมากเหลือเกิน” ชายผมบลอนด์เอ่ยพร้อมกับเกลี่ยเส้นผมสีแดงให้พ้นกรอบหน้าหล่อเหลา ดวงตาอำพันเรืองรองจ้องมองทับทิมที่เริ่มหวั่นไหวราวกับคลื่นทะเลโกลาหล “ยังคงเป็นเด็กที่ใจน้อยนัก นี่คงเป็นเรื่องที่ไม่มีวันเปลี่ยนแปลงได้เลยของเจ้า”
คิ้วเรียวขมวดแน่น ดวงตาสีแดงกลอกขึ้นไปด้านบนด้วยรำคาญใจ “ท่านต้องการจะพูดอะไร-”
ไม่ทันจะได้เอ่ยจบประโยค ไม่ทันจะได้สร้างระยะห่าง ไม่ทันจะได้ทำอะไรสักอย่าง ชุดเกราะสีดำเปื้อนโลหิตของเมดิซีก็มลายหาย กลับกลายเป็นฮิเมชั่นสีขาวยาวจรดข้อเท้าอันแสนคุ้นเคย คุ้นเสียจนอดสะอิดสะเอียนไม่ได้เลยขึ้นมา
“ยิ่งได้เห็น ก็ยิ่งมั่นใจ ว่าเจ้าเหมาะกับชุดนี้ยิ่งกว่าผู้ใด” กริชาเอ่ยพร้อมกับรอยยิ้มอบอุ่นราวกับดวงตะวันในฤดูหนาว เขาไม่ใช่คนเขลาที่จะหลงเชื่อทีท่าเป็นมิตร แต่การต่อต้านก็ไม่นำพาตนไปสู่เป้าหมายเช่นกัน
“พระองค์ต้องการอะไรจากข้ากันแน่”
“เราไม่ได้ประสงค์ร้ายกับเจ้า” ชายผมบลอนด์ยืนยันให้มั่นใจ แม้มันจะฟังดูเป็นคำพูดแสนว่างเปล่าในความคิดของผู้ฟังก็ตาม “แค่เรื่องบังเอิญที่ได้ช่วยเหลือเด็กคนนั้นทันเวลา ก็เท่านั้น”
“หากเป็นเช่นนั้นจริง ท่านก็ส่งเธอคืนมาให้ข้า”
“เจ้าเองก็รู้” มหาเทพยกยิ้ม มั่นคงในทีท่า “ว่าเราไม่ใช่คนเรียบง่ายเช่นนั้น”
“ท่านต้องการอะไร” เมดิซีเริ่มกัดฟันแน่น ย้ำคำถามเดิมซ้ำ ๆ หวังว่าคนบ่ายเบี่ยงจะเหนื่อยล้าเสียที
“แค่อยากย้อนวันวานเล็กน้อยเท่านั้น” กล่าวพร้อมกับค่อย ๆ ประคองมือของเทวทูตแห่งสงครามขึ้นมาระหว่างอกเราสอง “หรือว่าเจ้าไม่เคยหวนคิดถึงมันเลย”
“พระองค์คงไม่ได้ลืมว่าทำอะไรกับข้าไปบ้าง” เขาพยายามจะสลัดทิ้ง แต่ก็พบกับความล้มเหลว
“นั่นก็ไม่ได้หมายความว่าเราจะมาเจอเจ้าไม่ได้”
“ท่านกำลังเล่นลิ้น ประวิงเวลา”
“เจ้าใจร้อนเกินไป ก็เท่านั้นเอง”
“เพราะท่านไม่เข้าใจหัวอกคนเป็นพ่อ พ่อที่ดีท่านยังเป็นให้อีกาน้อยไม่ได้ด้วยซ้ำไป” ชายผมแดงแค่นขำ สบถคำถากถางในขณะที่อีกฝ่ายกำลังประสานมือเราสองเข้าด้วยกัน ด้วยกริยาที่เชื่องช้า อ่อนโยน อบอุ่นจนรู้สึกไม่ต่างกับหิมะที่ถูกแสงแดดหลอมละลาย
มันกำลังเริ่มขึ้นแล้ว
สงครามประสาทที่เมดิซีไม่เคยชนะ
“ปฏิเสธไม่ได้” กริชาเอ่ยพร้อมกับวางมือที่เราประสานกันไว้เหนืออกซ้ายของตนเอง “เขาเติบโตได้ก็เพราะเจ้า”
“ซึ่งเติบโตได้ดีไหมก็เป็นอีกเรื่องหนึ่ง และข้าจะไม่ทำผิดซ้ำสองแบบนั้นกับจูเลีย” เมดิซีขมวดคิ้ว ความรังเกียจเต็มสีหน้า “ถ้าท่านไม่อยากเป็นบิดาที่เลวร้ายไปกว่านี้ก็คืนลูกคนอื่นมาเสียที”
เพียงเท่านั้น เสียงหัวเราะแสนอบอุ่นราวกับตะวันพันดวงโผล่พ้นขึ้นมาพร้อมกันก็ก้องดัง กริชาปล่อยมือของชายผมแดงลงเสียที ก่อนที่จะหันเดินอย่างเชื่องช้าไปที่ตั่ง แล้วหันกลับมามองเทวทูตสีชาดที่คงเริ่มปะติดปะต่ออะไรได้ไม่ยากเย็น
“เราไม่ใช่ชายที่ยุ่งยาก เมดิซี” เขาเอ่ยเสียงนุ่มนวล สองมือประสานไว้ด้านหลัง ทำทุกอย่างด้วยรอยยิ้มงามตา ด้วยวาจาล่อลวง “เจ้ารู้ดีกว่าใคร”
ถึงได้สำเหนียกจุดยืนตนเองเสียที
เมดิซีเป็นได้แค่นี้
เพราะพระองค์ต้องการให้เป็นเช่นนี้
กดหัวเมดิซีให้ไม่ลืมรากเหง้า
เมดิซีไม่ได้ประหลาดใจนัก เขาปรนนิบัติรับใช้มานับพันปีมีหรือจะฉงน สถานการณ์เช่นนี้หมายถึงพระองค์กำลังทดสอบอะไรบางอย่าง อาจเป็นการตรวจสอบความจงรักภักดีที่ไม่มีเหลืออยู่ หรืออาจตรวจดูว่าความรักของเขาที่มีต่อลูกนั้นเป็นของจริงหรือปลอม ลอกเลียนแบบสัตว์โลกหรือมีหัวจิตหัวใจขึ้นมาจริง ๆ จับใส่กรง จับสังหาร จับให้ทุกข์ทรมานเพื่อทดลองอะไรบางอย่างที่พระองค์สงสัย
ราวกับเมดิซีเป็นแค่หนูลองยาตัวหนึ่ง
ซึ่งก็เป็นเช่นนั้นตลอดมา
ย่อมได้
แล้วมาคอยดูว่าท้ายที่สุดแล้ว
ข้าหรือพระองค์ ใครจะตกต่ำกว่ากัน
ตึ่ง
เมดิซีผลักร่างของมหาเทพลงกับตั่ง โดยที่ท่านไม่แม้แต่คัดค้าน สองมือยังคงประคองเอวสอบที่แสนจะรีบเร่งให้ค่อยเป็นค่อยไป ทว่าชายผมแดงไม่ได้มีเจตนาจะสร้างบรรยากาศแสนหวาน เขาต้องการให้ทุกอย่างจบสิ้นภายในชั่วอึดใจ จึงทิ้งกายลงคุกเข่าเบื้องหน้า จัดการสายคาดเอวและสาบเสื้อแสนศักดิ์สิทธิ์ของอีกฝ่ายให้พ้นตา มุ่งหน้าทำเรื่องอัปยศต่อศักดิ์ศรีย์โดยไม่คิดลังเล
เพื่อยัยเด็กนั่นแล้ว
เรื่องแค่นี้มันไม่เจ็บปวดสักนิด
เมดิซีก้มลงแนบใบหน้าลงกับตักของพระองค์ รีบร้อนเสียจนกริชาหัวเราะขบขัน ก่อนจะอ้าขากว้างขึ้นเพื่อเปิดทางให้เทวทูตสีชาดทำอะไรได้ถนัด ชายผมแดงไม่แม้แต่จะเล้าโลมหยอกล้อ เขาจะทำให้มันคือการระบายอารมณ์ที่ราคาถูกที่สุด จึงส่งเรียวลิ้นลงสัมผัสกับลำกายที่เริ่มจะแข็งขืนขึ้นมาทีละน้อย ครอบครองมันเข้าไปในปาก ขยับเข้าออกพร้อมกับมือที่ช่วยสอดประสานจังหวะ จนกระทั่งความอุ่นร้อนตึงแน่นจนคับแคบขยับแทบลำบากในที่สุด
กริชามองภาพเบื้องล่างตนพร้อมกับรอยยิ้มประดับไปถึงดวงตา เทวทูตตรงหน้าเขาช่างตื้นเขินและโง่เขลานักที่คิดว่าทุกอย่างจะเป็นไปตามที่อีกฝ่ายประสงค์ เรื่องทั้งหมดมันอยู่ในกำมือของเขาทั้งแต่ี่ชายผมแดงก้าวเข้ามาในวิหารนี้แล้ว ตั้งแต่แรก
แต่มหาเทพก็ไม่มีเหตุผลที่จะปฏิเสธเด็กดื้อพยายามพยศเช่นกัน
มือใหญ่จึงวางลงกับกลุ่มผมสีแดงฉาน ลูบเกลี่ยเล่นอย่างอ่อนโยน ดวงตาอำพันฉายภาพใบหน้าหล่อเหลาที่เขาไม่ได้เห็นด้วยตาเนื้อมาเนิ่นนานกำลังใช้เรียวลิ้นสร้างความสุขสมให้กับตน ราวกับภาพซ้อนทับในอดีตกาล แตกต่างที่แววตาปลาตายนี่เมื่อก่อนนี้เคยเต็มไปด้วยรักและเทิดทูนปานใด บัดนี้กลับกลายเป็นเพียงความเจ็บปวดที่ฉาบทับด้วยความเฉยชา
เข้มแข็งสมกับเป็นนักล่า
แต่ก็เพราะด้วยเหตุนี้จึงยิ่งน่ารังแก
“อึ่ก-”
เมดิซีหลุดร้องด้วยไม่ทันตั้งตัวเมื่อมือหนาที่กำลังหยอกเล่นกับเส้นผมจู่ ๆ ก็จิกกำเพื่อกดใบหน้าเขาลงกับตักยิ่งกว่าเก่า ความคับแคบในลำคอทำเอาน้ำตาคลอหน่วงจนปริ่มรินไหล ชายผมแดงตวัดดวงตามองด้วยแค้นเคืองชายด้านบนที่กำลังมองมาที่ตนอยู่เช่นกัน
ด้วยสายตาอำพันที่กำลังบอกเมดิซี
ว่านี่คือบทลงโทษของคนที่ไม่รู้ตัวว่ากำลังเล่นกับใครอยู่
น้ำตาจากที่ปริ่มเริ่มรินไหลเมื่อมือของมหาเทพไม่แม้แต่จะผ่อนปรนถอยหนี มือของเมดิซีทุบลงกับตักของพระองค์เพื่อประท้วง ความแข็งขืนภายในโพรงปากช่างยากเกินกว่าจะครอบครองไหว แต่กริชาก็ยังนิ่งเฉย กระทั่งใบหน้าของเทวทูตสีชาดเริ่มแดงก่ำ เสียงสำลักเริ่มถี่กระชั้น เห็นเช่นนั้นจึงได้ยอมปล่อยมือออกมา เพียงเท่านั้นเมดิซีก็ผละจากลำกายของมหาเทพราวกับต้องของร้อน สองมือประคองลำคออย่างสาหัส ไอโคลกออกมาอย่างหนักคล้ายชายที่จมน้ำทะเล
และในจังหวะที่เขาทรมานจากความพิเรนทร์ของอีกฝ่าย เมดิซีที่คุกเข่าน้ำตานองพยายามรวบรวมลมหายใจกลับมา กริชากลับมีรอยยิ้มที่กว้างกว่าเดิมประดับบนใบหน้า สองมือดึงคว้าร่างของเทวทูตสีชาดขึ้นมานั่งบนตัก แล้วกอดประคองพรมจูบซับความชื้นออกจากแก้มราวกับรักใคร่นักหนา ไม่สนทีท่าต่อต้านของนางฟ้าแต่อย่างใด
เลว
เลว เลว เลว เลว-
กริชายังคงจุมพิตทั่วใบหน้านางฟ้าในอ้อมแขน จากเปลือกตา ไปที่จมูกรั้น มายังข้างแก้ม หยอกล้อแถวมุมปาก แวะแถวใบหู แล้วก็ลงต่ำมาที่ลำคอ สร้างรอยกุหลาบแสนหวานเป็นของขวัญโดยไม่แม้แต่จะถามความประสงค์ เมดิซีพยายามดิ้นจากอ้อมกอด มหาเทพจึงขยับขึ้นตั่งวางร่างของอีกฝ่ายลงนอนกับหมอนแล้วตามมาทาบทับ เพื่อที่จะประโคมร่างกายอันงดงามใต้ร่มผ้าของนักล่าไปด้วยริมฝีปากของตนเองให้ครบเสียทุกส่วนจนกระทั่งพึงพอใจแก่ผลงาน
คงต้องพอไว้ก่อนแค่นี้
เพราะดูเหมือนเด็กหัวแข็งนี่จะเริ่มโมโห
กริชากำราบได้อยู่แล้ว
แต่ความสนุกจะอยู่ที่ใดกันเล่า
คิดได้เช่นนั้นเขาจึงปล่อยให้คนที่ฉุนเฉียวผลักร่างของเขาลงกับตั่ง สลับที่กันเพื่อที่เมดิซีจะได้นั่งอยู่ข้างบนกายของชายผมบลอนด์ ด้วยท่วงท่าในแบบเดียวกับในอดีตกาลที่อีกฝ่ายชื่นชอบนัก แตกต่างที่บัดนี้กลับเต็มไปด้วยดวงตาขุ่นหมอง เรือนผมสีแดงสยายราวกับน้ำตก สาบเสื้อตกจากไหล่จนเผยให้เห็นผิวกายขาวผ่องที่ประปรายไปด้วยดอกกุหลาบ งดงามไม่ต่างจากภาพวาดเหนือฝันที่เขาเคยนิยามคนตรงหน้าไว้
เมดิซีขบฟันแน่นด้วยเคืองขุ่น ยิ่งได้เห็นสีหน้าพึงพอใจของมหาเทพยิ่งราวกับเทน้ำมันลงกองไฟ ชอบใจอะไรนักหนา เขาขยับลงนั่งให้ถนัดอีกครั้ง จนกระทั่งความแข็งขืนได้ดุนดันกับบั้นท้ายของตนพอดิบพอดี เมดิซีไม่คิดจะเตรียมพร้อมร่างกายตนเองสักนิด เขาไม่สนความสุขสมบ้าบออะไรทั้งสิ้น แค่ให้มันจบเร็ว ๆ ให้มันจบลงเสียที จึงรีบร้อนรั้งลำกายของพระองค์จรดกับช่องทางรักของตนเอง ก่อนจะค่อย ๆ ฝืนทุกความฝืดเคืองรองรับมันเข้าไปทีละนิด ทีละนิด
มหาเทพเพียงถอนหายใจพร้อมรอยยิ้มบางขณะเห็นใบหน้างดงามที่บิดเบี้ยวไปด้วยความเจ็บปวด จึงตัดสินใจเอื้อมมือไปประทับทาบลงกับท้องน้อยของอีกฝ่ายที่กระตุกเกร็งรับ ก่อนความอุ่นร้อนที่ฝ่ามือจะเริ่มทำให้ตัวของเมดิซีร้อนรุ่มตาม แล้วไม่นานนักความเปียกชื้นก็ก่อตัวขึ้นมาที่ด้านหลัง ซึ่งทำเอาชายผมแดงเบิกตากว้าง ความอับอายอัปยศยิ่งทำให้เนื้อตัวแดงก่ำราวกับกุ้งสุกเมื่อพบว่าตอนนี้ร่างกายของตนมากราคะปานใด
“เจ้าดูไม่ชอบใจ” กริชาเปรยพร้อมกับมองร่างงดงามกระตุกสั่นเมื่อกำลังรับความแข็งขืนเข้าไปจนสุดทางอย่างง่ายดาย
“พระองค์ไม่ต้องมายุ่งกับร่างกายของข้า”
เมดิซีไม่สนใจจะพูดคุยให้มากความ เขาเริ่มขยับกายขึ้นอย่างเชื่องช้า มือทั้งสองเท้าไว้กับหน้าท้องของมหาเทพ ก่อนจะเริ่มบรรเลงท่วงทำนองสวาท เสียงเนื้อกระทบเนื้อเริ่มต้นขึ้นท่ามกลางห้องอันกว้างขวาง ชายผมแดงกัดริมฝีปากแน่นเมื่อท่อนลำในกายเริ่มจะกระทบกระทั่งกับจุดวาบหวามเสียจนน่ารำคาญใจ
“เราแค่กังวลว่าเจ้าจะทรมาน” กริชาพูดพร้อมกับดวงตานุ่มนวลที่จ้องมองเรือนร่างที่สาบเสื้อหลุดลุ่ยจนเผยให้เห็นแทบจะทุกสิ่ง ก่อนจะวางมือลงทาบทับกับท้องน้อยขึ้นรูปลำกายที่อยู่ภายในด้วยรอยยิ้ม “อย่างไรเสีย นี่ก็คือสวนซึ่งเราโปรดปรานที่จะหว่านเมล็ดพันธุ์ทิ้งไว้ที่สุด-”
กึก
ทุกอย่างนิ่งสงัด หมดสิ้นบทสนทนาหยอกล้อ เมื่อมือทั้งสองของเทวทูตสีชาดบีบรัดลำคอของมหาเทพเอาไว้แน่นเสียจนได้ยินเสียงกระดูกของกายเนื้อลั่น ดวงตาทับทิมเต็มไปด้วยความเดียดฉันท์ชิงชัง
เพื่อลูกสาวแล้ว เมดิซียอมให้อีกฝ่ายข่มเหงศักดิ์ศรีได้ ยอมให้กดขี่รังแกได้ ยอมให้ดูถูกถ่มถุยได้
แต่การแสดงความเป็นเจ้าข้าวเจ้าของ
มันมากเกินไป
มันสายเกินไปแล้วที่จะมาเสแสร้งแกล้งทำ
เสียงหอบหายใจของนางฟ้าก้องดัง พร้อมกับ ๆ เสียงครางต่ำที่ไม่อาจกัดกลั้นเอาไว้ในลำคอได้ทั้งหมด ความสุขสมของรสรักเป็นสิ่งที่ไม่สัมพันธ์กับความรู้สึกนึกคิด เมดิซีรู้สึกหายใจลำบากทั้งที่ตนเองเป็นฝ่ายบีบกำลำคอของชายตรงหน้าแน่น ทว่ากริชากลับไม่ได้ต่อต้านแม้แต่น้อย กลับกันคือพึงพอใจเสียด้วยซ้ำ ดวงตาทองคำเรืองรองหรี่มองคนบนตักพร้อมกับรอยยิ้มที่ฉีกกว้าง ราวกับมองงานศิลปะที่ตนสรรค์สร้างขึ้นมากำลังมีชีวิตนึกคิดเองได้จริง ๆ เสียที
สติไม่สมประดีกันไปหมดแล้วกระมัง
เมดิซีโกรธ เกลียด ขยะแขยงเกินจะทานทนชายตรงหน้า แต่รู้ตัวดีว่าตนไม่อาจทำร้ายอีกฝ่ายได้แม้แต่ความคิด และไม่มีสิ่งใดดีขึ้นบนโลกใบนี้หากกริชา อาดัมดับสูญ ทว่ามันก็อดไม่ได้ที่จะออกแรงบีบให้แรงขึ้นอีกสักนิด จิกเล็บลงไปอีกสักหน่อย ให้ได้ยินเสียงของกระดูกเปราะแตก ให้ได้เห็นเลือดสีแดงไหลออกจากโพรงจมูก แม้จะรู้ดีแก่ใจว่ากายเนื้อนี่มันก็แค่ภาชนะสำรองที่จะสร้างใหม่เอาเมื่อใดก็ได้ก็ตามที
ชาติชั่ว เมดิซีถ่มถุยในใจ อย่างไรเสียอีกฝ่ายก็ได้ยินทุกอย่างอยู่แล้วไม่ใช่หรือไง ดวงตาทับทิมระริกไปทั้งความเกลียดชัง ราคะ แค้นเคือง สะอิดสะเอียน โศกเศร้าเสียใจ
ทำไม
ทำไมต้องเป็นพระองค์ที่แสนล้ำค่าต่อโลกใบนี้
ทำไมต้องเป็นพระองค์ที่ทิ้งข้าไป
เขาอยากจะบีบกำให้สุดแรงกระทั่งศีรษะกระเด็นขาดจากมือ ทว่าสุดท้ายเมดิซีก็ผละออก ก่อนจะท้าวมือไปข้างหลังเพื่อประคองตนเอง ส่งจังหวะร่วมรักให้ไปถึงจุดจบเสียที ชายผมแดงเชิดศีรษะไปด้านหลัง ออกแรงขย่มกายขึ้นลงถี่กระชั้นเพื่อไล่ตามจุดสุดยอดอันแสนฉาบฉวยโดยไว และในวินาทีนั้นเองที่ลำกายภายในกดลงกับจุดแสนหวานซ้ำไปซ้ำมา เมดิซีก็ถึงกับตัวกระตุกสั่น นิ้วเท้าจิกเกร็ง และเสร็จสมออกมาในที่สุด
เสียงรวบรวมลมหายใจของเทวทูตสีชาดหนักแน่นเสียจนอากาศโดยรอบอุ่นร้อนขึ้นมา เมดิซีรู้สึกไม่สบายเนื้อตัวอย่างถึงที่สุด เขาไม่ได้ร่วมเพศกับผู้ใดมานับพันปีได้แล้ว นับตั้งแต่จูเลียคือทุกอย่างของชีวิต เรื่องพรรค์นี้ก็กลายเป็นแค่บทเรียนเพศศึกษาที่ตนเคยคิดไม่ตกว่าจะสอนลูกสาวอย่างไรในอนาคต ชายผมแดงพยายามยันกายขึ้นเพื่อถอนตัวออกจากท่อนลำที่ยังคงแข็งขืนตึงแน่น เขารู้อยู่แก่ใจว่ามหาเทพยังไม่สำเร็จกิจ แต่ช่างพระองค์ปะไร แต่แรกเริ่มเมดิซีก็แค่ประชดประชัน ไม่ได้จะปรนเปรอให้ท่านพอใจอยู่แล้วนี่นา
ทว่ากริชาไม่ยอมให้เป็นเช่นนั้น ชายผมบลอนด์ใช้สองมือบีบกำเอวสอบเอาไว้แน่นราวกับคีมเหล็กเพื่อล็อกตัวให้อยู่กับที่ เรียกเสียงร้องด้วยความไม่ตั้งตัวเมื่อถูกบังคับให้กลับลงมารับลำกายใหญ่โตนั่นอีกครั้งทั้ง ๆ ที่ยังอ่อนไหวจากเสร็จสม ก่อนจะโดนพลิกตัวจากบนลงร่างสลับตำแหน่งทันทีทันใด เมดิซีเบิกตากว้างเมื่อมหาเทพขยับเข้ามาทาบทับแนบแน่น มือและขาทั้งสองคู่พยายามดีดดิ้นถีบเตะแต่ก็ไร้ผล
“จูเลียท่านก็ไม่คืนให้ ร่วมเพศเมื่อครู่ท่านก็ยังไม่พอใจ ท่านยังต้องการอะไรจากข้าอีก!”
เมดิซีระเบิดความอัดอั้นตันใจ มองชายตรงหน้าที่กำลังยิ้มบางพร้อมกับรอยเลือดที่เริ่มเป็นคราบที่จมูก คุกเข่าคร่อมทับร่างแน่นหนา แล้วจับขาสองข้างของเมดิซีมาคล้องเอวตนให้ถนัด จากนั้นจึงโน้มตัวเข้ามาหาเขาอีกครั้งจนกระทั่งพื้นที่ร่างกายคับแคบเกินกว่าจะต่อต้าน
“เจ้ารีบร้อนเกินไปนัก” กริชาเอ่ยด้วยน้ำเสียงอบอุ่น มือหนาของมหาเทพเริ่มลากไล้จากหน้าอกของเทวทูตสีชาดลงต่ำมาที่หน้าท้องมากกล้ามเนื้อ ก่อนจะหยุดลงที่ท้องน้อยเหนือหัวหน่าวที่พระองค์ชื่นชอบที่จะบีบกำเล่นหนักหนา “เรายังไม่ทันได้ฝากต้นอ่อนน้อย ๆ ไว้ในกายเจ้าเลย”
“ท่านอย่ามากเกินไปนัก-”
อึ่ก
คำพูดถูกตัดฉับพร้อมกับลมหายใจที่ไม่อาจเดินทางผ่านหลอดลม ดวงตาทับทิมเบิกกว้างเมื่อพบว่าตนกำลังโดนตลบหลังย้อนศร สองมือพยายามจิกกำดึงรั้งมือของมหาเทพให้ผละออก ทว่ามันกลับยิ่งบีบแน่นขึ้นยิ่งกว่าเก่า อากาศที่เบาบางเริ่มทำให้เทวทูตสีชาดหัวหมุน ทว่าร่างกายกลับยิ่งร้อนรุ่มขึ้นเช่นเดียวกัน
“เราแค่อยากจะสอนนักล่าเช่นเจ้าสักหน่อย” กริชาหัวเราะเบาบางในลำคอเมื่อเห็นชายใต้ร่างกำลังดีดดิ้นบนตัก ดวงตาสีทองทอประกายไปด้วยความพึงพอใจ “ว่าการบีบคอของจริง มันต้องทำเช่นไร”
กริชาไม่ได้หยุดการกระทำแต่อย่างใด มีแต่จะขยับแทรกเข้าสู่ความรุ่มร้อนตอดรัดลึกเข้าไป ทำให้เมดิซีหลุดเสียงครวญขาดช่วง เนื้อตัวกระตุกรับ ด้วยสัมผัสวาบหวามมันช่างเกินจะทานทนกว่าคราแรก เขารู้สึกเหมือนกำลังจะได้เห็นนรกและสวรรค์ไปพร้อมเพรียงกันในช่วงเวลาที่ลมหายใจโรยริน
“ก-กริ… ชา-!”
“ว่าอย่างไร” เจ้าของชื่อยกยิ้ม ด้วยดวงตาจันทร์เสี้ยวที่เต็มไปด้วยความเพลินใจ “เราอยู่นี่แล้ว”
ชายผมบลอนด์ไม่แม้แต่จะปล่อยมือออกจากลำคอเทวทูตสีชาด มือที่ว่างก็ประคองสะโพกเปลือยให้ถนัด ก่อนจะเริ่มการกระแทกกระทั้นทารุณขึ้นมาอีกครั้ง เชื่องช้า เนิบนาบ ทว่าแน่นหนักเสียจนคนใต้ร่างสะอื้นสะอึกไม่เป็นภาษา ดวงตาทับทิมกลอกกลับพร้อมกับริมฝีปากอิ่มที่พยายามหอบหายใจ
แล้วทุกสิ่งอย่างก็เริ่มต้นถาโถมขึ้นมา ทวีความรวดเร็วรุนแรงทีละระดับ กริชาขยับกายเข้าออกจากช่องทางรักอย่างมั่นคงแน่นหนัก เสียงเนื้อกระทบเนื้อแสนหยาบโลนก้องดังอีกครั้ง โดยเทวทูตไม่อาจจะต่อต้านใด ๆ ได้แม้แต่น้อย
“เจ้าบีบรัดเราแน่นยิ่งกว่าครั้งใดนัก” ชายผมบลอนด์หัวเราะเอ็นดูพร้อมกับสวนสะโพกหยอกเอินให้ได้เห็นใบหน้าหล่อเหลาบิดเบี้ยวไปด้วยความกระสันเสียวอีกรอบ” ชื่นชอบที่จะโดนรังแกปานนี้เลยหรือ”
เมดิซีปรารถนาจะข่วนใบหน้าอีกฝ่ายหนัก เขาพยายามดีดดิ้น ทว่าด้วยถูกกักขังอยู่ใต้ร่างของมหาเทพก็ยิ่งลำบาก ขาทั้งสองข้างบัดนี้สั่นสะท้านเกินจะควบคุม ลมหายใจที่ถูกบีบคั้นจนหลงเหลือช่องทางเพียงน้อยนิดก็ยิ่งทำให้ทุกสิ่งแย่ลง ดวงตาอัสดงคลอหน่วงด้วยน้ำ มือไม้ของเขาช่างไร้แรง อีกทั้งร่างกายกลับอ่อนไหวเปราะบางราวกับยินยอมชอบใจในรสรักนี้เหลือเกิน
เสียงไอโคลกสลับกับเสียงครางต่ำด้วยความพึงพอใจของมหาเทพ ขับกล่อมบทบรรเลงให้ยิ่งทวีความทารุณ ความรุ่มร้อนภายในห้องคุกรุ่นราวกับไฟราคะปะทุเกินควบคุม ลำกายแข็งขืนภายในมีแต่จะกระทุ้งโดนจุดกระสันหยอกล้อร่างนางฟ้าให้อับอาย
มันทั้งเจ็บ ทั้งเสียวกระสัน ทั้งล่องลอยเหนือฝันเกินจะบรรยาย เมดิซีรู้ตัวอีกทีก็พบว่ามือไม้ตนเองปล่อยออกจากมืออีกฝ่ายที่บีบกำลำคอเสียแล้ว สภาพตอนนี้ไม่ต่างกับหุ่นกระบอกเชือกขาดที่นอนแน่นิ่งให้มหาเทพย่ำยีตามปรารถนา ดวงตาทับทิมเลื่อนลอยไร้หนทาง ริมฝีปากเผยอออกส่งเสียงครางเบาหวิว หยาดน้ำตาและน้ำลายเปรอะทั่วใบหน้าหล่อเหลา เรือนผมสีแดงสยายไปทั่วทุกทิศทาง
ซึ่งมันช่างเป็นที่พอพระทัยมหาเทพเหลือเกิน
กริชายกยิ้ม มือที่บีบกำลำคอไม่มีคลายแรงลง สะโพกยังคงกระหน่ำกระแทกเข้าหาความรุ่มร้อนที่ตอดรัดจนแทบคลั่ง กระทั่งดวงตาทับทิมกลอกกลับ หยาดน้ำตารินไหลจนน่าเวทนา ริมฝีปากเผยอออกกว้างพร้อมกับเสียงเบาบางที่ครวญครางปานอ้อนวอน ก่อนจะกระตุกเกร็งสุดตัว เสร็จสมออกมาเลอะเทอะหน้าท้องเราสองคนในทันทีที่ท่อนลำในกายกระทุ้งจุดสวาท ฝั่งฝันเดินทางมาถึงเทวทูตสีชาดพร้อมกับอากาศที่จวนเจียนจะหมดจากปอดเต็มที
เป็นร่างกายที่ควบคุมง่ายดายอะไรเช่นนี้
ชายผมบลอนด์หรี่ตามองเรือนร่างแดงก่ำและใบหน้าทรมานของนางฟ้าก่อนจะยินยอมปล่อยมือออกเสียที เพียงเท่านั้นเมดิซีก็ไอโคลกออกมาอย่างหนัก สองมือสั่นระริกเอื้อมไปประคองลำคอตนเองในทันที เขายังไม่ทันจะได้ควบคุมลมหายใจเต็มที่ด้วยซ้ำ ไม่ทันจะได้พักผ่อนร่างกายจากถูกย่ำยี แต่กริชากลับจับเขาพลิกตัวลงคว่ำกับตั่งโดยไม่แม้แต่จะบอกกล่าว แล้วตามมาทาบทับจากด้านหลัง ดึงรั้งสะโพกให้ยกสูง ก่อนจะกลับสู่การกระแทกกระทั้นไล่ตามความปรารถนาของตนเองประหนึ่งสัตว์ในฤดูผสมพันธุ์
ไปตายอดตายอยากมาจากไหน เมดิซีไม่แม้แต่จะมีเรี่ยวแรงเอ่ยให้ชายด้านหลังได้ยิน บัดนี้เขาทำได้เพียงทิ้งศีรษะซบกับตั่ง ร่างกายแอ่นโค้งรองรับการกระหน่ำย่ำยี น้ำหูน้ำตาหลั่งไหลริน ทุกการกระแทกเรียกเสียงลามก อะ อ้ะ- โดยที่ไม่อาจควบคุมได้
และในที่สุดความกระหายอันเนิ่นนานของมหาเทพก็มาถึงจุดจบเสียที เมื่อกริชาบีบกำเอวอิ่มเอาไว้เสียแน่น ก่อนจะฝังกายแนบชิดกับบั้นท้ายมากเนื้อ ปลดปล่อยเมล็ดพันธุ์อุ่นร้อนรินรดภายในของเทวทูตสีชาดเสียจนล้นทะลักออกมา เมดิซีพลันขนลุกชันทั่วสรรพางค์กายราวกับมีกระแสไฟฟ้าแล่นลิ้วไปทั่วตัว และเมื่อชายผมบลอนด์ปล่อยมือออก นางฟ้าแห่งสงครามก็ถึงกับทรุดตัวลงกับตั่งไร้เรี่ยวแรงทันที
พอ
พอกันที
พอกันที-
ไม่ทันจะได้พักหายใจด้วยซ้ำไป จู่ ๆ ทัศนียภาพก็พลิกผันโกลาหล จากนอนหมดสภาพบนตั่งก็กลายเป็นตัวลอยหวิวขึ้นมา ทับทิมเม็ดงามที่ปิดดับจากเหนื่อยล้าเบิกกว้างขึ้นมาก็พบว่าตนถูกมหาเทพอุ้มขึ้นประจันหน้ากับพระองค์ ดวงตาสีทองเรืองรองมองมาที่เขาด้วยความนุ่มนวล ใบหน้าหล่อเหลายังคงประดับรอยยิ้ม ทุกสิ่งอย่างที่เห็นมีแต่ความเมตตา ทว่าสิ่งที่ดุนดันบั้นท้ายเขาอยู่กลับทำให้ภาพลักษณ์ทุกอย่างเลวร้ายขึ้นทันที
“ท่านเลอะเลือนไปแล้วหรือไง!”
“เห็นใจเราบ้างเถิด” กริชาหัวเราะ ก่อนจะกระชับอ้อมแขนเพื่อเอื้อมไปพรมจูบต้นคอชายผมแดงให้ถนัดถนี่ แล้วเอ่ยคำปลิ้นปล้อนด้วยน้ำเสียงกะล่อนหนักหนา “นอกจากเจ้าแล้ว จะมีใครทำให้เราพึงพอใจได้อีก”
“ข้า- อ้ะ-” เมดิซีกดเสียงต่ำทว่ากลับร้องเสียงสูงเมื่อถูกหยอกเย้า “ข้าไม่ใช่ที่ระบายอารมณ์ของพระองค์- “
ไม่ทันจะได้เอ่ยจบประโยค เมดิซีก็ถึงกับต้องกลืนทุกคำพูดลงลำคออีกครั้ง เมื่อมือของกริชาที่ประคองบั้นท้ายของชายผมแดงเอาไว้ ตัดสินใจยกมันลงมารองรับกับลำกายที่ตั้งตระหง่าน เพื่อแทรกเข้าไปในช่องทางบวมแดงที่ยังไม่หายอ่อนไหวอีกครั้ง ความรุ่มร้อนเฉอะแฉะบีบรัดอย่างแน่นหนาไม่ต่างจากคราแรกยิ่งทำให้มหาเทพครางต่ำในลำคอ
เมดิซีร้อนวูบวาบขึ้นมาราวกับถูกพระอาทิตย์แผดเผา ร่างกายของเขาอ่อนยวบจนไม่แม้แต่จะควบคุมต่อต้าน น่าอับอายเสียจนไม่อาจทานทนประจันหน้ากับมหาเทพที่คลอเคลียแก้มไม่ห่าง เขารู้สึกเหมือนขอนไม้ที่ลอยคว้างอยู่กลางสึนามิ แรงกระแทกกระทุ้งจากอีกฝ่ายไม่แม้แต่จะผ่อนปรน อีกทั้งตนยังไม่มีแม้แต่ที่ให้ยึดเหนี่ยวเกี่ยวดึง จึงจำใจด้วยจำเป็นต้องจิกกำสาบเสื้อบนลาดไหล่ชายผมบลอนด์ไว้แน่นจนแทบจะขาดคามือ
จากแม่ทัพผู้เกรียงไกร บัดนี้แค่ควบคุมลมหายใจก็ยังทำไม่ได้ ชายผมแดงกลับกลายเป็นไม่ต่างกับตุ๊กตาให้มหาเทพรังแก เขาพยายามจะออกแรงดิ้นเพื่อหลบหนี ทว่ายิ่งพยายามก็พบว่ามันช่างยากเย็น โดยเฉพาะอย่างยิ่งเมื่อตอนสะโพกของชายผมบลอนด์ขยับแนบชิดจนกระทั่งท่อนลำอุ่นร้อนในกายย่ำยีได้ตรงจุด เรียกเสียงครางขาดช่วงศีรษะแหงนไปด้านหลังด้วยกระสันเกินต้านทาน เปิดทางให้กริชาได้ตระเวนพาร่างอ่อนปวกเปียกไประเริงรักเสียแทบจะครบทุกมุมห้องบรรทม
จากตรงนั้น มาตรงนี้ จากที่ตั่งก็แวะเวียนไปเสียทั่วจนกระทั่งเครื่องเรือนทุกชิ้นได้ยลโฉมเทวทูตรูปงามจนครบถ้วน เมดิซีทำได้เพียงจิกกำลาดไหล่หนาพร้อมกับดวงตาทับทิมที่เลื่อนลอย เขาเสร็จสมไปกี่รอบแล้วก็ไม่อาจนับได้ เสียงเฉอะแฉะแสนลามกที่บั้นท้ายก็ไม่แม้แต่จะเบาบางลง ชายผมแดงพิงซบลงกับบ่าของมหาเทพด้วยไร้เรี่ยวแรง เป็นเพียงร่างสั่นระริกที่รองรับหยาดน้ำอุ่นร้อนของพระองค์อีกครั้ง อีกครั้ง และอีกครั้ง
จนกระทั่งห้องทั้งห้องมืดดับลงพร้อมกับชายผมบลอนด์ที่บีบกำก้นอิ่มแน่นขณะฝังกายลึกปลดปล่อยตัณหาเป็นคราสุดท้าย ของพระองค์ครางฮืมในลำคอคล้ายพอใจราวกับสัญญาณจุดเส้นชัยที่เมดิซีคลานมาถึงเสียที ทว่ากลับแพ้หมดรูปโดยสิ้นเชิง กริชาเพียงยิ้มมองภาพเทวทูตที่แทบจะหลอมเหลวในอ้อมแขน เนื้อตัวแดงก่ำช้ำรักเสียจนน่าอดสู น้ำหูน้ำตาไหลรดใบหน้าหล่อเหลาจนยากจะเชื่อว่านี่คือตัวตนของเทวทูตแห่งสงครามที่เขาเคยวางใจให้ออกรบ
หรือเราจะยังไม่จบรสรักนี่ดี?
ความคิดเลวร้ายผุดขึ้นมาในหัวของมหาเทพ ทว่าก็เลือนหายไปในทันทีที่ร่างปวกเปียกทุบกำปั้นลงแรง ๆ บนลาดไหล่ เห็นเช่นนั้นแล้วก็ทอดถอนใจ เมื่อครู่ยังไม่ต่างจากลูกแมวแท้ ๆ แต่เสือร้ายดันกลับร่างไวเสียยิ่งกว่าอะไรดี กริชาจึงยอมประคองอุ้มอีกฝ่ายกลับตั่ง เขานั่งลงก่อนจะทิ้งตัวนอนกอดร่างสะบักสะบอมราคะไว้ในอ้อมกอด เมดิซีมีหรือจะไม่ดีดดิ้น แต่ในเมื่อขณะมีเรี่ยวแรงก็ยังสู้เขาไม่ได้ ในตอนนี้จะไม่ยิ่งแล้วใหญ่หรือ ทว่าฝืนใจมากก็ไม่นำพา กริชาจึงยอมคลายกอดออกแล้วประคองเอวเอาไว้หลวม ๆ แทน และทันทีทันควันนั้น ชายผมแดงก็วางมือดันอกมหาเทพให้ห่างตัวสุดแขน แม้จะหนีไม่ได้แต่ก็ไม่ยอมอยู่ใกล้ คงคิดต่อต้านสุดใจเท่าที่จะทำได้กระมัง
“ส- ส่งลูกข้าคืนมาได้เสียที”
“ทำไมต้องตอนนี้เล่า” มหาเทพแสร้งเอียงคอ ดวงตาสีทองเรืองรองในความมืดสบกับทับทิมด้วยความบริสุทธิ์ใจ “เรายังไม่ทันได้พูดคุยกับเจ้าจนพอใจเลย”
“พอเสียที” เมดิซีกัดฟันกรอดทั้ง ๆ ที่หอบหายใจ ดวงตาแดงฉานเริ่มจะอดรนทนไม่ไหวขึ้นมา “ท่านได้สิ่งที่ต้องการแล้ว ข้าจะยังต้องทำเช่นไรอีก”
“แต่เราไม่เคยเอ่ยเลยสักคำ” กริชาตอบเสียงทุ้มอ่อนโยน พร้อมกับมือที่ค่อย ๆ คล้องเอวประคองให้อีกฝ่ายกลับมาแนบชิดอกเช่นเดิม “ว่าการที่เรากอดกัน หมายความว่าเราจะคืนลูกให้แก่เจ้า”
แสงจันทร์ส่องผ่านระเบียงเข้ามาทาบทับร่างเราทั้งสอง กริชาตระกองกอดเทวทูตพร้อมกับดวงตาสีทองที่เฝ้ามองร่างในอ้อมแขนด้วยความใคร่รู้หนักหนา มืออุ่นของมหาเทพลูบเรือนผมสีแดงฉานด้วยความอ่อนโยน รอคอยคำตอบอันฉุนเฉียวจากนางฟ้าที่ถูกต้อนจนไม่มีหนทาง
กริชาคิดไว้ว่าอีกฝ่ายคงโกรธหนักถึงขั้นลุแก่โทษะทำลายวิหารแห่งนี้จนสิ้นเพื่อหาตัวลูกสาว หรืออาจกระทำโง่งมคิดปลงประชนม์เขาเสียตรงนี้และจบที่ล้มเหลว หรืออาจพลิกดันตัวเขาลงนอนอีกทีเพื่อขึ้นควบขี่บรรเลงรักอีกรอบ มอบกายและศักดิ์ศรีย์ให้แลกกับการได้เด็กคนนั้นคืนมา
มหาเทพคาดการณ์เอาไว้หลากหลาย
แต่ที่คาดไม่ถึงเลยคือการที่อีกฝ่ายร้องไห้ออกมา
สั่นระริก ตัวโยกตัวคลอน พร้อมกับความเปียกชื้นที่ก่อตัวตรงสาบเสื้อเหนืออกกริชา เมดิซีสะอื้นออกมาอย่างหนักทว่าเงียบงัน ราวกับกลั้นน้ำตามาทั้งชีวิต และเป็นตอนที่มหาเทพต้องการจะศึกษาใบหน้าให้ถนัด เมดิซีกลับไม่ยอมผละออกจากอกตน เอาแต่ขดตัวแนบชิดหลบหนี ราวกับไม่ปรารถนาที่จะให้ใครได้เห็นภาพอันแสนอ่อนแอนี้อันขาด
น่าสนใจเหลือเกิน
“เจ้ารักหล่อนมากเลยหรือ” กริชาเอ่ยถามพร้อมกับค่อย ๆ ลูบสางเส้นผมสีแดงไปด้วย เนตรสีทองเอาแต่จดจ้องไม่วางตา คล้ายกับกำลังได้เห็นสิ่งอัศจรรย์ที่เกิดขึ้นเป็นครั้งแรกในรอบพันปี
“พระองค์-” เมดิซีเอ่ยลอดไรฟันที่ขบกันแน่นเพื่อกลั้นสะอื้น มือทั้งสองจิกกำสาบเสื้อมหาเทพแน่นด้วยไม่อาจควบคุมอารมณ์ “พระองค์จะบีบคั้นข้าไปถึงไหนกัน”
กริชาไม่ได้ตอบกลับคำถามนั้น เพราะมันคือความจริง ชายผมบลอนด์บีบคั้นเมดิซีมาถึงขั้นนี้เพราะเหตุใดอีกฝ่ายรู้ดี
“พระองค์ทำลายชีวิตข้ามานับพันปีแล้ว ยังจะพรากลูกไปจากข้าอีกหรือไง” ชายผมแดงพยายามเอ่ยให้ชัดถ้อยชัดคำ แต่ก็ล้มเหลว “ท่านเคยรับรู้ไหมว่าข้า- ข้ากับลูกใช้ชีวิตที่ผ่านมาเช่นไร”
ความอัดอั้นตันใจนับหมื่นล้านที่ไม่อาจเอ่ยออกมาผ่านลมหายใจที่ติดขัดนั้นส่งผ่านแรงสะอื้นที่ทำเอาร่างทั้งร่างโยกคลอน บัดนี้เทวทูตแห่งสงครามไม่ต่างกับเด็กน้อยที่ห่อตัวหนีภัย ทว่าทุกสิ่งอย่างถูกกริชาที่กำลังเฝ้ามองอยู่รับรู้ได้ครบถ้วน
“ข้าเคยยินดี- ยินดีที่จะตกนรกทั้งเป็นหากท่านประสงค์ แต่พระองค์… พระองค์ก็มีแต่ความคลางแคลงใจในตัวข้า” เมดิซีเงยหน้าขึ้นมาในที่สุด ดวงตาทับทิมระริกสบกับดวงตาสีทองที่มองมาที่เขาอยู่ก่อนหน้า ความมั่นคงไม่ไหวติงของมหาเทพมีแต่จะยิ่งทำให้หัวใจของเทวทูตสีชาดบีบรัดเจ็บปวด “แล้วมาบัดนี้ พระองค์ยังต้องการอะไรจากข้ากับลูกอีก”
ถ้อยคำแสนรวดร้าวถูกเอ่ยออกมา เป็นนาทีเดียวกับที่ความเงียบงันคืบคลานเข้าสู่บทสนทนา ความมืดมิดที่เห็นเพียงเค้าลางใบหน้าทำให้เทวทูตสีชาดยิ่งจนตรอก มหาเทพยังคงมองมาที่เขาโดยไร้คำพูดจา ราวกับเรื่องราวที่ผ่านมาของเขาช่างไม่ต่างกับชีวิตหมูหมาที่จะเป็นเช่นไรก็ไม่ไยดี
ความอัดอั้นตันใจทับถมพร้อมกับความอดทนที่เลือนหาย อากาศภายในห้องก็ประหนึ่งเป็นพิษขึ้นมาจนยากจะหายใจ พลันความอาลัยอาวรณ์นับพันปีก็เริ่มครอบงำกลืนกินความคิด ดวงตาทับทิมระริกพร้อมกับเนื้อตัวที่เริ่มสั่นสะท้าน สติสัมปชัญญะเลือนราง ประหนึ่งกวางใต้เงื้อมมือผู้ล่าที่เริ่มจะเป็นบ้าร้องตะโกน
เมดิซีเป็นเทวทูตมาตั้งแต่กำเนิด
มีหรือจะไม่รู้ว่าตนเองจวนเจียนจะคลุ้มคลั่ง
แต่ถึงเป็นเช่นนั้นและจะทำไม
ตายก็ตาย
ทับทิมเม็ดงามเบิกกว้างพร้อมกับนัยน์ตาที่เริ่มมืดมิด เรือนผมสีแดงประหนึ่งมีชีวิตชีวาเป็นของตัวเองขยับกวัดไกวไปทั่ว มือทั้งสองที่เริ่มจะดำคล้ำพยายามจะเอื้อมไปบีบขย้ำลำคอมหาเทพอีกครา ทว่าทันทีที่กริชาได้เห็นเมดิซีในรูปแบบที่ตนเองบีบคั้นมานานดั่งใจหวัง ก็ทำเพียงคว้าหมับที่ข้อมือของเทวทูตสีชาดเอาไว้ ก่อนที่มืออีกข้างจะเสกร่างให้เด็กสาวคนหนึ่งปรากฏขึ้นมาบนอ้อมแขนอย่างอัศจรรย์
จูเลียเจ้ากรรมที่ไม่รู้อีโหน่อีเหน่ถูกเบียดให้อยู่ระหว่างอกของชายตัวใหญ่สองคน ดวงตาแดงจิ๋วสับสนย่นคิ้วผวา ทว่าเมื่อได้เห็นบิดาตนก็ถึงกับร้องไห้โฮโผเข้ากอดหมับเหมือนลูกลิงลูกค่างโดยไม่สนสักนิดว่าพ่อของตนเองบัดนี้มีรังสีน่าหวาดหวั่นปานใด
แต่เพียงเท่านั้น
ทุกอย่างสงบนิ่งทันที
เมดิซีคว้าตัวจูเลียแน่นก่อนจะถอยร่นลงจากตั่ง เรือนผมสีแดงฉานที่เคยกวัดแกว่งไร้ทิศทางกลับสู่ภาวะปกติแทบจะในทันที เทวทูตสีชาดรีบเสกชุดเกราะเลือดมาปกปิดร่องรอยกามารมณ์ให้มิดชิด ก่อนจะคุกเข่ากับพื้นยกตัวลูกมาวางดูว่าบาดเจ็บตรงใดหรือไม่ เดชะบุญที่ไร้ซึ่งบาดแผล เมดิซีสารภาพโดยไม่ขลาดอายว่าตนไม่เคยหวาดกลัวเช่นนี้มาก่อน เนื้อตัวเขายังคงสั่นคลอนไปพร้อมยัยหนู เสียงหัวใจก็ระรัวราวกับกลอง จึงได้แต่จับจูเลียมากอดอีกรอบให้เลิกขวัญหาย โดยไม่สนใจชายผมบลอนด์ที่เท้าคางมองจากบนตั่งแต่อย่างใด
“จูเลีย- คิดถึงเม เป็นห่วงเมที่สุดเลย” เด็กน้อยสะอื้นพร้อมกับกอดคอพ่อแน่นราวกับกลัวจะหลุดหายไปอีกครั้ง ยิ่งทำให้ดวงใจของบิดาแหลกร้าวเหลือเกิน
“ข้าขอโทษที่ไม่มาให้เร็วกว่านี้ ขอโทษที่ทำให้เจ้าตกอยู่ในอันตราย” เมดิซีชิงชังตนเองนักที่ปล่อยให้เรื่องทุกอย่างมาถึงขั้นนี้ เป็นเพราะความประมาทนั่นอีกครั้ง ความประมาทอีกแล้วที่เกือบทั้งให้โลกทั้งใบของเขาสลายไปต่อหน้าต่อตา เขาผละออกมาสบตากับทับทิมแบบเดียวกันที่สะท้อนภาพตัวเขาไว้ข้างใน พลันรอยยิ้มน้อย ๆ ก็ประดับขึ้นมาบนใบหน้าเทวทูตสีชาด จริงใจ รักใคร่ อ่อนโยน “ไป กลับบ้านกัน จูเลีย”
“จูเลียอยู่ที่นี่หนึ่งคืน ก็เป็นที่โปรดปรานของเหล่าเทวทูตนัก” กริชาพูดแทรกพร้อมกับรอยยิ้มซื่อตรง ดวงตาสีทองมั่นคงทอมาด้วยความเผื่อแผ่เมตตา “หากได้มีเวลาอีกสักพัก ก็คงชื่นชอบที่แห่งนี้เป็นแน่”
“อย่าไปฟังเขา” เมดิซีพูดผ่านไรฟันที่ขบแน่น ก่อนจะอุ้มเด็กน้อยขึ้นมาไว้บนท่อนแขนแล้วลุกขึ้นยืนเต็มความสูง เตรียมตัวที่จะลาจากโดยไร้อาลัย
“ลูกสาวของเจ้ามีความสามารถนัก หากได้รับการชุบเลี้ยงและสิ่งแวดล้อมที่ดี หล่อนจะมีอนาคตที่สดใสรออยู่ในภายภาคหน้า” ชายผมบลอนด์กล่าวพร้อมกับมองตรงมาที่สองพ่อลูกอย่างจริงใจ “และเรายินดีที่จะแบ่งทรัพยากรให้เจ้าเสมอ”
“ท่านเก็บเอาไว้ให้ลูกชายท่านบ้างเถิด” เมดิซีทำเป็นพึมพำสบถกับตนเองทว่ากลับเอ่ยเสียงดังมากพอจะให้กึกก้องไปทั่วห้องบรรทม “เพราะถ้าหากใครบางคนเทำตัวพ่อที่ดีได้ตั้งแต่แรก โลกใบนี้ก็คงไม่ต้องรับมือกับโจรร้ายแบบนั้น”
ชายผมบลอนด์ฟังคำพูดจิกกัดนั่นแทนที่จะกรุ่นโกรธกลับหัวเราะชอบใจ มันมีอะไรให้น่าขันนักก็ไม่ทราบ ทุกคำพูดทุกประโยคล้วนเป็นเรื่องที่เขาโกรธเคืองอีกฝ่ายมากด้วยซ้ำ แต่เมดิซีเลิกหาเหตุผลจากมหาเทพไปเนิ่นนานแล้ว และขณะนี้เขาก็ไม่มีพันธะอะไรกับที่แห่งนี้อีก จึงคิดจะใช้ของวิเศษเพื่ออันตรธานหายไปจากที่แห่งนี้ในทันที ทว่าไม่ทันที่จะได้ทำสิ่งใด มหาเทพกลับเอ่ยคำที่เขาจะไม่นิ่งฟังได้อย่างไรขึ้นมา
“ไม่มีสิ่งใดน่ากังวลเกี่ยวกับตัวเธอ จงวางใจ” ชายผมบลอนด์พูดนุ่มนวล น้ำเสียงไม่ต่างจากในอดีตกาลที่เขาชื่นชอบจะสอนสั่งเหล่าเทวทูตในอาณัติ “เจ้าแค่รักหล่อนมากเกินไป ก็เท่านั้น”
เมดิซีชะงักกึกในขณะที่กำลังร่ายมนตร์เพื่อกลับบ้าน เขาตั้งใจแน่วแน่แล้วเชียวว่าจะไม่อยู่ฟังถ้อยคำใดอีก แต่จิตใต้สำนึกบางอย่างกำลังกระตุกรั้งให้ชายผมแดงยังอยู่ตรงนี้
และเขายอมที่จะเชื่อมันสักครั้ง
“การมีบุตรที่เกิดจากผู้วิเศษฝ่ายเดียวนั้นจะมีสายสัมพันธ์อันลึกซึ้งมากกว่าอื่นใดนัก ทั้งเจ้ามีต่อเธอ หรือเธอมีต่อเจ้า มันเป็นได้ทั้งผลดี และเป็นได้ทั้งผลเสีย” กริชายังคงเอ่ยอย่างใจเย็น มองอดีตผู้ใต้บังคับบัญชาที่เขม่นมองมาที่ตนด้วยความระแวดระวัง “ยิ่งได้ชุบเลี้ยงอุ้มชู เจ้าก็ไม่ต่างกับช่างปั้นดินเผา หากต้องการให้หล่อนเป็นเช่นไร เธอก็จะเป็นเช่นนั้น”
“ท่านพยายามจะพูดอะไรกันแน่” ชายผมแดงอุ้มเด็กน้อยแน่นด้วยแขนข้างเดียว แล้วมองตรงมาที่กริชาด้วยดวงตานิ่งงัน เขารู้ว่าอีกฝ่ายปลิ้นปล้อนนัก แต่เขาก็รู้เช่นกันว่ายามใดอีกฝ่ายกำลังพูดความจริง
“เจ้ากลัวว่าจูเลียจะพบชะตากรรมแบบเดียวกันกับเจ้า เอาแต่เฝ้าระวังราวกับไข่ในหิน จนคงหลงลืมไปหลายครั้งว่าเธอเองก็เป็นผู้วิเศษแต่กำเนิด แข็งแกร่งเพียงพอที่จะเติบโตได้ลำพังตั้งแต่ตื่นลืมตา” กริชายิ้มเล็กน้อยขณะมองร่างเทวทูตที่ทำสีหน้าคลางแคลงใจ “จูเลียมิใช่สัตว์ทั่วไป ไม่ได้เจริญเติบโตตามวัยทุกปีเช่นนั้น เธอก็เหมือนกับเจ้า ปรับเปลี่ยนสภาพร่างกายเพื่อความอยู่รอด หากเธอเล็งเห็นว่าที่เป็นอยู่นั้นปลอดภัยดีแล้ว ก็ไม่มีเหตุผลให้ต้องเปลี่ยนแปลงหรือวิวัฒนาการ”
เพียงเท่านั้น ราวกับโดนน้ำเย็นสาดซัดใส่หน้า เมดิซีเบิกตากว้าง ริมฝีปากเผยอด้วยต้องการจะเอ่ยต่อต้านแต่ก็ไร้ซึ่งคำพูด เขาก้มลงดูลูกสาวที่เช็ดน้ำตาออกจากใบหน้าอย่างน่าเอ็นดูด้วยอารมณ์ที่หลากหลาย
เสียใจ รู้สึกผิด และโกรธเคืองตนเองหนักหนา
เธอจะยังคงเป็นเด็กน้อยตลอดกาล ตราบเท่าที่เจ้าไม่ยอมคลายมือที่กอดนางไว้แน่นจนเกินไป คือความหมายที่พระองค์พยายามเอ่ย เมดิซีเม้มปากแน่น ตั้งแต่เขาจำความได้ ตัวเขาเองก็กำเนิดจากกองเลือดในสงคราม แล้วกลายร่างเป็นชายสูงใหญ่ในทันที เพื่อที่จะร่วมรบ เข่นฆ่า และก้าวขึ้นสู่ตำแหน่งแม่ทัพ เขาลืมไปเสียสนิทว่าจูเลียไม่ได้เติบโตมาแบบนั้น หล่อนไม่แม้แต่จะมีโอกาสได้เห็นแสงไฟ สิ่งเดียวที่สื่อสารกับเธอได้คือวิญญาณร้ายที่ไร้รูปร่าง และอีกนานแสนนานกว่าจะได้ออกจากใต้ดินมาเห็นพระอาทิตย์เต็มดวง
ทั้งชีวิตของจูเลียมีแต่เขา
เมดิซีกอดหล่อนแน่นอีกรอบด้วยความแค้นเคืองตนเอง เป็นเขาเอง เขาเองทั้งนั้นที่ทำให้หล่อนไม่เติบโต
แต่มันจะต้องไม่เป็นเช่นนี้ ทุกอย่างยังไม่สายเกินไป
ชายผมแดงไม่แม้แต่จะเอ่ยขอบคุณใด ๆ กับคำตอบมหาเทพ เทวทูตสีชาดเพียงมองตรงมายังชายที่ทำลายชีวิตตนจนย่อยยับ ก่อนจะค่อย ๆ เลือนรางไปในอากาศ ปะปนไปในโลกวิญญาณเพื่อเดินทางกลับบ้าน โดยมีภาพสุดท้ายเป็นรอยยิ้มและดวงตาจันทร์เสี้ยวที่อ่อนโยน รอยยิ้มแบบที่เมดิซีในอดีตชื่นชอบหนักหนา ทว่าครานี้เมื่อได้เห็นเขาถึงกับต้องหลับตาและหันหน้าหนี
เพียงชั่วอึดใจร่างของเมดิซีก็ปรากฏที่คฤหาสน์ของตนเอง สิ่งแรกที่ทำคือการวางร่างจูเลียลงกับเก้าอี้บุนวม จากนั้นก็ตรวจร่างกายยกใหญ่เพื่อให้แน่ใจที่สุด โดยเด็กน้อยก็ให้ความร่วมมืออย่างดี ดวงตาทับทิมคู่จิ๋วเอาแต่มองตามพ่อไม่ให้คลาดอีกครั้ง ยิ่งทำให้หัวอกคนมองมีแต่รวดร้าว
มันจะต้องไม่เกิดขึ้นซ้ำ ไม่แม้แต่ครั้งที่สอง
“หิวไหม ข้าจะให้คนใช้นำอาหารมาให้” เมดิซีคุกเข่ากุมมือลูกเบา ๆ มองลูกสาวบนเก้าอี้ด้วยความกังวล “หากไม่สบายตรงไหน เจ้าอย่าอวดดีเก็บไว้คนเดียว ต้องบอกข้าทันที เข้าใจไหม”
“จูเลียบอกเม เมก็ต้องบอกจูเลียนะ” เด็กช่างพูดช่างจาเอ่ยขึ้นพร้อมกับรอยยิ้มซุกซนที่เริ่มกลับคืนเมื่อถึงบ้าน เสียงหัวเราะน้อย ๆ นั่นทำให้เมดิซีพอจะหายใจโล่งอกขึ้นมา “แต่จูเลียไม่หิว อยู่ที่นู่นลุงคนนั้นให้กินเยอะแยะเลย”
ไม่ทันไรรอยยิ้มบนใบหน้าหล่อเหลาก็ตกหล่น อารมณ์หวาดระแวงกลับขึ้นมาอีกรอบจนต้องอุ้มลูกจับพลิกตัวดูอีกรอบจนเด็กน้อยร้องเหวอ แต่เมื่อเห็นว่าไม่มีหูหางประหลาดหรืออาการวิปลาสใดก็โล่งใจไปอีกเปลาะหนึ่ง …ซึ่งหมายความว่าเดี๋ยวต้องไปเรียกหมอมาอีกที เด็กหญิงที่เบื่อจะโดนพ่อจับตรวจร่างกายก็ดิ้นหลุดวิ่งหนีหัวเราะคิกคักไปนอกห้อง พลันเสียงของเหล่าคนรับใช้ก็กึกก้องไปด้วยความยินดีที่ได้เจอคุณหนูของตระกูล สมแล้วที่เป็นขวัญใจของบ้านหลังนี้ ทำเอาเมดิซีต้องส่ายหัวด้วยความเอ็นดูระคนหน่ายใจ เด็กหนอเด็ก…
เด็กอายุพันกว่าปี…
ชายผมแดงเสกให้ชุดเกราะเปื้อนเลือดอันตรธานไปจากกาย ทำให้กลับสู่ชุดฮิเมชั่นที่ใครบางคนรังสรรค์ให้ ก่อนจะก้าวเดินไปทิ้งตัวลงนอนกับเตียงด้วยความอิดโรย ย่ำรุ่งกำลังเดินทางมาถึง แต่เมดิซีไม่มีความพร้อมจะเริ่มวันใหม่เสียด้วยซ้ำ ภารกิจที่เคยถูกวางแผนไว้ในสมองจึงถูกเลื่อนไปก่อน เขาพยายามจะปิดดวงตาอิดโรยเพื่อหลับใหล ทว่าร่างกายที่ระบมรักกลับยิ่งตอกย้ำย้อนความทรงจำที่อยากจะลืม ๆ มันทิ้ง สมองก็ยิ่งแล้วใหญ่ เอาแต่ฉายภาพที่เพิ่งเกิดขึ้นมาผ่านหนังตา จนไม่อาจจะข่มใจให้สู่นิทราได้เสียที
เมดิซีถอนหายใจเฮือกใหญ่ก่อนจะเอื้อมมือลงไปทาบทับกับหน้าท้องและช่วงเอวที่ปวดหนึบเพราะถูกบีบกำเล่นเสียจนระบม ภายในนั้นยังคงมีของฝากที่พระองค์ทิ้งไว้ ความรู้สึกทั้งขยะแขยงและจนตรอกทางใจกำเนิดขึ้นมาพร้อมกันประหนึ่งไฟแห่งความชังและฝนแห่งความรักที่ต่างฝ่ายต่างไม่ยอมดับสูญมานับพันปี
เขายังรักพระองค์อยู่
และพระองค์ก็รู้เรื่องนั้นดี
เรื่องที่เกิดขึ้นในวันนี้ได้พิสูจน์ได้อย่างชัดเจน แน่นอนเสียจนเจ็บปวดนักที่จะยอมรับ เมดิซีทุกข์ระทมมาเนิ่นนานเพื่อที่จะยังคงรักเขาเหมือนคนโง่
แต่รักไม่ได้แปลว่าเรื่องทุกอย่างไม่เคยเกิดขึ้น รักไม่ได้หมายความว่าความเจ็บปวดและเคียดแค้นไม่ใช่ของจริง รักไม่ได้แปลว่าให้อภัย และรักไม่ได้หมายความว่าเขาจะกลับไปเป็นคนรับใช้ผู้ซื่อสัตย์ตามเดิม เมดิซีกำมือแน่น ก่อนจะคลายออก ดวงตาทับทิมระริกสั่นไหว ทว่ากลับทอประกายความหวังยิ่งกว่าครั้งใด
อาจไม่ใช่วันนี้ที่ข้าเลิกรักท่านได้
แต่สักวันข้าจะเลิกให้ค่าท่านให้ได้
พลันเสียงหัวเราะก็ค่อย ๆ ใกล้เข้ามาทีละนิด ทีละนิด จนกระทั่งเปิดประตูโผล่งเข้ามาในห้องอีกครั้ง จูเลียที่วิ่งเล่นไล่จับกับพ่อบ้านมาจนอิ่มหนำก็กลับมากระโดดขึ้นบนเตียงนอน ใบหน้าของเด็กหญิงเต็มไปด้วยรอยยิ้ม เอาแต่พูดจาเจื้อยแจ้วเล่านู่นเล่านี้ประหนึ่งสิบนาทีที่ผ่านมาได้ผจญภัยทั่วทุกมุมโลก มือไม้น้อย ๆ วาดอากาศขยายความราวกับนักเล่านิทานมือฉมัง ทำเอารอยยิ้มกว้างจุดติดบนใบหน้าเมดิซีได้อย่างง่ายดาย หัวใจของชายหนุ่มคันยุบยิบเสียจนอดไม่ได้ที่จะรวบลูกสาวลงมากอดให้ชื่นใจ
ไม่เป็นไร
ทุกอย่างจะไม่เป็นไร
เราผ่านมาด้วยกันได้ขนาดนี้
ไม่มีสิ่งใดต้องกลัวอีกต่อไป
เขามีโลกทั้งใบอยู่ในอ้อมแขนแล้ว
และต่อจากนี้ ความรักที่เมดิซีมีให้ มันจะกลายเป็นของเธอเพียงคนเดียว
โลกของข้า
ดวงใจของข้า
ลูกสาวของข้า
…จูเลีย
