Work Text:
วงดนตรีบนเวทีบรรเลงท่วงทำนองร้อนแรงเต็มไปด้วยชั้นเชิงของฝีมือที่ฝึกซ้อมมานับครั้งไม่ถ้วน ดนตรีเสียงกระหึ่มส่งเสริมให้กับผู้ที่ดื่มเคล้าบรรยากาศ มีเสียงแก้วกระทบกันในช่วงที่เริ่มทำนองของเพลงใหม่
ชายวัยหนุ่มในชุดสูทตัดมาอย่างดี นั่งทอดกายกับเก้าอี้บาร์สูงในจุดที่นั่งของแขกระดับสูงที่กระเป๋าเงินหนา ในมือมีแก้ววิสกี้ไว้ที่ถูกจิบจนเหลือเพียงครึ่ง ดวงตามองไปยังเวทีเป็นระยะในทุกครั้งที่เพลงใหม่ถูกเล่นขึ้น
และในทุกครั้งที่ดวงตาสีฟ้ามองไปยังเวที ก็มักจะหยุดที่มือกีตาร์ผมยาวสีแดงโดดเด่นท่ามกลางกลุ่มคนบนเวที แม้ภายในวงดนตรีจะมีบุคคลอื่นที่สีผมสีแดงดูใกล้เคียงกัน แต่น่าแปลกที่กลับไม่ดึงดูดสายตาเท่ามือกีตาร์คนนี้คนนี้
เสียงกีตาร์ไฟฟ้าถูกบรรเลงคลอเคล้าไล่จังหวะหลอมรวมไปกับจังหวะของเสียงเพลงที่กำลังบรรเลง แสงไฟหลากสีสาดส่องลงมาบนเวที
ช่วงเพียงเสี้ยวเวลาเดียว ดวงตาทั้งสองกับประสานกันด้วยความบังเอิญ ทำให้ฝ่ายที่อยู่บนเวทีกระตุกมุมปาก ยกยิ้มให้เชิงทักทาย และเบนสายตาไปโฟกัสกับเสียงเพลงต่อ
หลังสิ้นเสียงดนตรีเพลงสุดท้ายของพวกเขา นักร้องและมือกีตาร์คนนั้นก็โบกมือให้แก่ผู้ชมก่อนจะแยกตัวเดินออกมาทางด้านข้างเวที เขาเป็นที่รู้จักภายในบาร์แห่งนี้อย่างกว้างขวาง เนื่องจากเป็นนักร้องที่ถูกจ้างวานมาบ่อยครั้ง เลยทำให้มีผลพลอยได้เป็นความสนิทสนมกับกลุ่มคนที่มาเยือนบาร์แห่งนี้เป็นประจำ
หลังจากที่ใช้เวลาพูดคุยและรับเครื่องดื่มเล็กน้อยมาจากกลุ่มที่รู้จัก เขาก็ปลีกตัวออกมา และตรงมายังเคาน์เตอร์บาร์สำหรับแขกกระเป๋าเงินหนา ทิ้งตัวลงนั่งตรงเก้าอี้ด้านข้างของชายที่กำลังยกแก้ววิสกี้จิบอย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับว่ามาด้วยกันหรือสนิทกันมาก่อนหน้านี้ แล้วเขาเป็นฝ่ายที่มานั่งรอตนเองที่ไปขึ้นแสดง
“ไม่คุ้นหน้าคุ้นตาเลย คุณมาที่นี่นาน ๆ ครั้งอย่างนั้นเหรอ” ฝ่ายที่ถือวิสาสะมานั่งที่ว่างด้านข้าง และเอ่ยทักทายขึ้นมาอย่างเป็นธรรมชาติ ไม่ได้แสดงท่าทีแปลกประหลาดหรือขวยเขินที่ต้องทักคนแปลกหน้าให้เห็นในการกระทำที่ออกมาจากตัวเขาเลยแม้แต่น้อย
เมื่อถูกทัก นัยน์ตาสีฟ้าที่แวววาวด้วยประกายแพรวพราวถูกซ่อนไว้ใต้แพขนตายาวเหลือบมองชายที่เข้ามาทักทาย นิ้วเรียวยาวขยับลูบวนขอบแก้ววิสกี้ก่อนยิ้มรับการทักทายเมื่อครู่
“ก็คงเพราะฉันไม่มีเหตุผลที่ต้องให้มาที่นี่บ่อยนัก” น้ำเสียงนุ่มทุ้มถูกส่งเสียงออกมาตอบคำถามดังกล่าว แต่ถึงเป็นแบบนั้นแต่สรรพนามกับรูปประโยคก็ดูเป็นกันเอง
เขาไม่รู้ตัวเช่นกัน ทำไมถึงใช้คำแทนตัวเองว่า ‘ฉัน’ แทน ‘ผม’ ในปกติที่มักจะใช้กับผู้อื่น
คำตอบดังกล่าวทำให้คนผมแดงหัวเราะออกมาอย่างชอบอกชอบใจ ก่อนยกแขนเท้าศอกลงกับพื้นโต๊ะ ดวงตาสีแดงหรี่มองตั้งแต่หัวจรดเจ้าของชายหนุ่มใส่สูท แค่มองด้วยสายตาก็สามารถรับรู้ได้ทันทีว่าเป็นสิ่งของที่ชายผู้นี้สวมใส่นั้นมีราคา อีกทั้งกิริยาท่าทางของเขาก็ดูได้ไม่ยาก ว่าเป็นคนมีอันจะกิน
ถ้าให้กล่าวโดยรวมก็คือ ชายใส่สูทผมดำโคนทองและดวงตาสีฟ้าคนนี้ นับได้ว่าดูดีมากเลยทีเดียว ต่อให้ตาบอดแล้วเอามือคลำที่ใบหน้า ก็สามารถรับรู้ถึงความงดงามที่ว่าได้เช่นกัน
“แปลว่าคราวนี้มีเหตุผล...หรือไม่ก็พรหมลิขิตเส้นไหนหรือโชคชะตาอะไรดึงคุณมาที่นี่ในวันนี้ใช่ไหม”
“ไม่มีอะไรยิ่งใหญ่ขนาดนั้นหรอก” เสียงตอบเรียบง่ายที่ทุ้มต่ำถูกตอบออกมา แต่ก็ไม่มีคำตอบอะไรที่มากกว่านี้ ราวกับว่าอยากปล่อยให้เหตุผลมันเป็นอะไรก็ได้ ที่อีกฝ่ายอยากจะคิด หรือจะเกิดอะไรขึ้นในเวลาถัดไป
“รู้ไหมว่าคุณทำตัวมีลับลมคมในนะ” นักร้องบ่นจิกกัดเล็กน้อย ในเมื่ออีกฝ่ายไม่อยากตอบ จะเซ้าซี้ต่อไปก็ใช่เรื่อง สุดท้ายจึงเลิกที่จะใส่ใจเรื่องดังกล่าวไป ก็อย่างที่เขาว่า
ผู้คนที่มาที่แห่งนี้มีหลากหลายเหตุผล บางคนก็แค่อยากมาหาเครื่องดื่มที่รสชาติถูกปาก บางคนมาเพื่อฟังเสียงบรรเลงของดนตรี บางคนก็มาเพื่อพบมิตรสหาย และอีกมากมายนับไม่ถ้วนจากผู้คนแต่ละคนภายในที่แห่งนี้ ชายคนนี้ก็คงเป็นหนึ่งในนั้น คงมีสักเหตุผลหนึ่ง
อันที่จริงในเวลาปกติเขามักจะเมินเฉย หรือไม่สนใจ แต่คราวนี้กลับมีแรงดึงดูดบางอย่างน่าประหลาด ทำให้ตัดสินใจเลือกที่จะเดินเข้ามาพูดคุย และบทสนทนาก็ออกแนวซ้ำซากจำเจในแบบที่พวกเจ้าชู้ชอบใช้ทักทายผู้อื่น เพื่อหว่านหรือลองหยอดดู
“ฉันเมดิซี คุณล่ะว่าไงสนใจมาเป็นเพื่อนดื่มกันหน่อยไหม” ไม่ให้เสียเวลามือก็ยกเรียกบาร์เทนเดอร์ที่ยืนอยู่ไม่ห่างมาก โดยที่ไม่ต้องอ้าปากพูดสั่งอะไร เพราะนักร้องหลายคนที่ยังไม่ได้กลับทันทีหลังจากลงจากเวที ก็มักจะใช้เวลามาดื่มที่หน้าบาร์เสมอ และเมดิซีก็เป็นหนึ่งในนั้น เรียกได้ว่าเขามาในทุกครั้ง จนแค่แสดงภาษากายบาร์เทนเดอร์ก็เข้าใจทันที
อย่างที่หลายคนทราบโดยทั่วกัน มิตรภาพและความสัมพันธ์สามารถเกิดได้หลากหลายรูปแบบ แต่เป็นที่รู้กันอย่างง่าย ว่าหากอยากสนิทกับใครโดยเร็ว การนั่งดื่มเครื่องดื่มเจือแอลกอฮอล์ถือว่าเป็นวิธีลัดที่ยอดเยี่ยม
บางคนก็อาจจะได้เพื่อนแท้หรือคนรักจากการนั่งดื่มด้วยกันเพียงครั้งเดียวเสียด้วยซ้ำ
“ฉันกริชา งั้นฉันขอเป็นคนเลี้ยงแล้วกันสำหรับคืนนี้ ถือว่าเป็นรางวัลสำหรับผู้ที่กล้าผูกมิตร”
“รางวัลใหญ่เสียด้วย ฉันไม่ปฏิเสธของที่ได้มาฟรีหรอกนะ” ในเมื่ออีกฝ่ายเป็นผู้เสนอ เมดิซีจึงสนอง จะมีเหตุผลอะไรให้เขาปฏิเสธกัน มีแต่ได้กับได้ทั้งนั้นในสถานการณ์แบบนี้
ทั้งสองนั่งพูดคุยและดื่มกันอยู่พักใหญ่ กริชาเป็นผู้ฟัง ส่วนเมดิซีเป็นผู้พูด การพูดคุยกลับราบรื่นไปด้วยดี กริชาเป็นคนที่พูดน้อยแต่เขาไม่ใช่คนที่จะนิ่งเงียบจนทำให้บุคคลที่สนทนาด้วยอึดอัด กลับกันเขาเลือกที่จะพูดในเวลาที่เหมาะสมกับหัวข้อ ทำให้รู้สึกได้ว่าเขาไม่ได้เพียงแค่ฟังผ่าน ๆ หรือตอบออกมาอย่างขอไปทีเพื่อตัดบทสนทนา
แต่จากการที่ได้พูดคุยครั้งนี้ เลยทำให้เมดิซีได้ทราบว่ากริชาเป็นคนที่เรียกได้ว่าปากหวานอยู่ในระดับหนึ่ง แม้จะไม่ได้เลี่ยนจนหวานหยดเหมือนคนเจ้าชู้ แต่ก็เป็นคนที่พูดจาได้น่าฟังทำให้คู่สนทนารู้สึกดีได้ด้วยประโยคที่เรียบง่าย แต่ถ้าเอาจากความรู้สึกของเมดิซีที่เป็นฝ่ายคุยด้วย
“คนในแบบที่คุณชอบเป็นแบบไหนอย่างนั้นเหรอ” คราวนี้เมดิซีอ้าปากเริ่มถามเรื่องส่วนตัวมากขึ้น อีกฝ่ายก็คงไม่ถือสา เพราะอย่างไรก็ตาม เขาก็คงเดาเจตนาของเมดิซีออกมาตั้งแต่แรกแล้วว่าเข้าหาเพราะอะไร
“ก็คงเป็นคนที่ดูดีและโดดเด่นดึงดูดสายตา มีความมั่นใจในตัวเอง หุ่นก็ต้องน่ามอง ส่วนในเรื่องนิสัยก็คงเป็นคนที่ใจกล้าแล้วก็ค่อนข้างที่จะเปิดเผย ตรงไปตรงมา” เขาเอ่ยตอบแบบไม่ได้ติดขัดอะไร เพราะก็ไม่ใช่เรื่องที่ต้องปิดบังอะไรขนาดนั้น
นั่นทำให้เมดิซีนิ่งไปนิดหน่อย ก่อนจะยกแก้วดื่มของเหลวที่เหลือก้นแก้วจนหมด พร้อมกับยิ้มกว้างจนเห็นฟันเขี้ยวที่ซ่อนอยู่ภายใต้ริมฝีปากและสบตาเข้ากับอีกฝ่าย
“ว้าวน่าประทับใจจริง ๆ ถ้าฟังไปฟังมานั่นดูเหมือนฉันเลยไม่ใช่เหรอ” ดวงตาสีแดงกะพริบปริบ แถมยังยกนิ้วชี้มาที่ตัวเองอย่างมั่นอกมั่นใจด้วย
“ก็จริงของเธอนะ” กริชายกกำปั้นเท้าลงกับคางพร้อมปรายตามองเมดิซีตั้งแต่หัวจรดเท้า ราวกับว่าพิจารณาตามคำพูดเมื่อครู่ว่าจริงหรือไม่
ซึ่งก็ไม่ได้ผิดจากที่เจ้าตัวอวดอ้าง เพราะลักษณะหุ่นของเมดิซีก็น่ามองจริง ๆ ทั้งไหล่ที่ผายกว้าง ช่วงอกก็ค่อนข้างใหญ่เหมือนคนที่ออกกำลังกายแล้วเน้นในส่วนนี้ ช่วงเอวก็ดูคอดแคบแต่ยังมีกล้ามเนื้อ ส่วนสะโพกก็ดูแน่นเป็นทรงสวย ถ้าให้พูดโดยรวม ก็คือเมดิซีมีร่างกายที่นับว่าดูดี แม้แต่ในหมู่คนที่ออกกำลังกายด้วยกันก็ยังชื่นชอบ
“แล้วชอบไหมล่ะ” ฝ่ายที่ถูกจ้องมองไม่ได้ถือสาที่ถูกมองพิจารณาอย่างเปิดเผย มิหนำซ้ำยังถามกลับไปด้วย
“ก็ชอบอยู่นะ ดูเพลินตาดี ตั้งใจออกกำลังกายรักษาหุ่นน่าดูเลยสิท่า” พอโดนหยอก กริชาจึงตอบเล่นตามน้ำไป แต่สิ่งที่เขาตอบไปก็ไม่ใช่เรื่องโกหก
“แน่นอนสิ ถ้าอยากให้ร่างกายแข็งแรงและดูดี ก็ต้องลงทุนกันหน่อยเป็นธรรมดา ว่าไงสนใจอยากมีหุ่นแบบนี้ไหมล่ะ ฉันช่วยดูให้ได้นะ” น้ำเสียงของเมดิซียังคงเจือไปด้วยความเย้าหยอกเหมือนเดิม
“ฮืม... เอาแบบนั้นเหรอ ฉันก็ไม่ติดอะไรหรอกนะ แต่ฉันคงเป็นนักเรียนที่แย่การจัดท่าทางก็คงไม่ถูก เธอคงเหนื่อยแย่เลยแบบนั้น”
คำตอบเมื่อครู่ทำให้เมดิซีถึงกับแอบกลอกตาไปเล็กน้อย แม้ว่าชุดสูทที่ตัดอย่างประณีตจะซ่อนรูปได้ดีแค่ไหน แต่สุดท้ายแล้วถ้าหากว่าคนสวมใส่ไม่ได้รูปร่างดี มันก็ยากที่จะออกมาดูดี และกริชาก็เป็นแบบนั้น หุ่นที่ดูยังไงก็รู้ว่าเป็นคนที่ดูแลตัวเองเป็นอย่างดีมองเห็นได้ชัดโดยที่ไม่ต้องใช้มือสัมผัส
แต่มันก็ไม่ได้ทำให้เมดิซีอารมณ์เสียเท่าไร
เพราะนั่นก็เป็นคำเชิญชวนอีกอย่างของฝ่ายตรงข้าม ว่าต้องการมีสัมพันธ์ส่วนตัวกันต่อ
“ถ้าแบบนั้นฉันก็คงต้องขอดูด้วยสองตานี้แล้วละนะ ว่าจะเป็นแบบที่ว่ามาไหม” เมื่อถูกชวนก็แค่ตอบสนอง
“ฉันก็ไม่ใช่คนที่พูดเล่นอยู่แล้ว ถ้าแบบนั้นจะไปดูเลยดีไหมล่ะ ใครจะไปรู้กันว่าในวันอื่นทั้งฉันและเธอจะสะดวกไหม ฉันค่อนข้างจะมีตารางเวลาที่ยุ่งด้วยสิ”
เหอะ...ดูพูดเข้า
พอได้ยินประโยคนั้นเมดิซีถึงกับแค่นหัวเราะออกมาในใจ เพราะในตอนนี้กลับกลายเป็นว่าถูกอีกฝ่ายยั่วเข้าเองเสียแล้วสิ
“ก็เอาสิ วันนี้ฉันก็ไม่ได้วางแผนจะทำอะไรต่อ คงมีเวลาว่างทั้งคืนเลย”
“งั้นก็ดี เธอไปรอฉันก่อนเลยแล้วกัน” กริชาไม่ได้พูดไปแบบตัดเรื่อง เขาขยับมือไปหยิบและยื่นคีย์การ์ดที่ระบุหมายเลขห้องมาให้ด้วยเลย
ความหมายที่เขายื่นมาให้ ถ้าไม่ไร้เดียงสาจนเกินไปก็คงเข้าใจ ความหมายก็คือให้ไปรอที่ห้องส่วนตัว
“ไม่เกรงใจแล้วกัน อย่าช้ามากแล้วกันฉันไม่ชอบรออะไรนาน ๆ “
การ์ดถูกหยิบออกไป พร้อมกับเมดิซีที่ลุกขึ้น พร้อมกับโบกมือให้ทางด้านหลัง แล้วก็ดึงมือกลับมาล้วงกระเป๋า การออกล่าวันนี้ช่างง่ายดาย อันที่จริงมันก็ง่ายดายมาตลอด เพราะสำหรับคนที่หน้าตาดีอย่างเมดิซี ไม่ว่าใครก็ต้องอยากนอนด้วยหรือสานสัมพันธ์เป็นธรรมดา
แต่ก็ใช่ว่าเขาจะนอนไปกับทุกคนที่สนใจ ส่วนใหญ่คู่นอนที่ถูกเลือกเป็นพิเศษมักเป็นพวกกระเป๋าหนัก กริชาเองก็เป็นหนึ่งในคนจำพวกนั้น แล้วคราวนี้เมดิซีก็เหมือนว่าจะได้ตามเป้าหมายของตัวเองอีกครั้ง
ในตอนที่เดินไปยังห้องพักจึงผิวปากอย่างอารมณ์ดี ไม่วายยังมีการแอบเล่นหูเล่นตากับคนที่เดินสวนผ่านไปด้วย แต่ก็แค่เป็นการทักทายทั่วไปเท่านั้น
เมดิซีขึ้นลิฟต์และกดไปยังชั้นบนทันที เพราะว่าตัวเองเรียกได้ว่ามาที่โรงแรมนี้ค่อนข้างบ่อย แค่มองสีของคีย์การ์ดและตัวเลขก็ไม่ต้องคิดไปที่ไหนไกล มันคือห้องสวีทสุดหรูราคาแพง เป็นที่ที่หากไม่อยากเปลี่ยนบรรยากาศหรือเงินพอเหลือ เขาก็แทบจะไม่สนใจที่จะมาพักเลย เพียงแค่ห้องพักธรรมดาก็เพียงพอที่เขาจะนอนหลับเต็มอิ่มแล้ว
เมื่อได้เข้ามายังพื้นที่ภายในห้อง สิ่งแรกที่คนมาเยือนเลือกที่จะทำก็คือเดินไปจัดการอาบน้ำชำระร่างกายตัวเองให้สะอาด เพราะว่าช่วงเวลาที่อยู่บนเวทีก็โดนแสงไฟสาดส่องจนทำให้มีเหงื่อซึมซาบออกมาจากผิวหนัง แม้ว่ามันจะไม่ได้เยอะมากจนถึงขั้นเปียกโชกจนส่งกลิ่น แต่ในด้านความสะอาดก่อนทำกิจกรรมบนเตียงก็ควรล้างมันออกไปอยู่ดี
ใช้เวลาไม่นานเจ้าของผมสีแดงก็เดินออกมาจากห้องอาบน้ำพร้อมสวมเสื้อคลุมง่าย ๆ เหมาะแก่การถอดออกอย่างรวดเร็ว แต่เมื่อออกมาแล้วยังไม่เห็นวี่แววของเจ้าของห้องตัวจริง จึงได้ทำการสั่งไวน์ราคาแพงจากบริการรูมเซอร์วิสมาดื่มรอไปพลาง ๆ
ถึงจะช้าไปหน่อยและต้องรอ แต่ก็คุ้มค่าที่เขาได้ดื่มของชั้นดีฟรี เจ้าของห้องสุดหรูคงไม่ได้งกจนถึงขั้นบ่นโวยวายที่เขาสั่งเครื่องดื่มมารอหรอก ในความคิดของเมดิซีนั้นคือ เขาสมควรที่จะต้องจ่ายแล้วเพราะเป็นฝ่ายที่ทำให้ต้องรอ
ระหว่างที่เปิดโทรทัศน์หาอะไรดูและฟังฆ่าเวลาไปเรื่อย เสียงเปิดประตูก็ดังขึ้นมา แต่เมดิซีไม่ได้หันไปมองตามต้นเสียง เพราะรู้ว่าเจ้าของห้องตัวจริงได้กลับมาถึงแล้ว เพราะคงไม่มีพวก
ฝ่ายกริชาที่เพิ่งเดินเข้ามาก็ไม่ได้ทักทายอะไรคนที่กำลังนั่งจิบไวน์และดูโทรทัศน์ แค่เดินตรงผ่านไปยังห้องน้ำเพื่อทำความสะอาดร่างกาย ก่อนจะออกมาพร้อมกับชุดคลุมอาบน้ำเช่นกันและเดินตรงมายังที่โซฟาที่มีคนกำลังนั่งเอกเขนกรออยู่
“รอฉันนานไหม”
“นาน” เมดิซีตอบโดยที่ไม่หันกลับไปมองคนที่กำลังเท้าแขนกดน้ำหนักลงมากับพนักพิงโซฟา
“แต่ก็ไม่ได้นานจนขนาดนั้น ถ้ามีอะไรที่น่าพอใจก็คงจะให้อภัยได้อยู่” เว้นช่วงไม่นานก็พูดต่อ พร้อมกับเงยหน้าขึ้นมองอีกฝ่ายที่อยู่ในสภาพกึ่งคร่อมหัวตัวเองเอาไว้
กริชาในชุดคลุมอาบน้ำก้มลงมองพร้อมกับส่งรอยยิ้มให้ หยดน้ำที่เกาะตามผมที่ยังไม่ถูกเช็ดให้แห้งรวมกันและหยดลงกระทบกับใบหน้าของเมดิซีเล็กน้อย
“นายย้อมผมอย่างนั้นเหรอ” มือข้างที่ว่างจากแก้วไวน์ถูกเอื้อมขึ้นไปและแตะที่ปลายเส้นผม
ผมของกริชามีสีดำสนิท แต่ตรงช่วงโคนแทรกด้วยสีทองเล็กน้อย
“ชอบไหม” เขาไม่ตอบแต่เลือกที่จะถามคำถามกลับมาแทน
“ก็ดูดีนี่” ปลายนิ้วของเมดิซีเกลี่ยม้วนผมหมาดนั่นไปสองสามครั้ง ก่อนจะละมือออกมาและวางแก้วไวน์ลงกับโต๊ะด้านหน้า พร้อมกับกริชาที่เดินอ้อมโซฟามานั่งลงด้านข้าง
“เตรียมตัวมาพร้อมแล้วเหรอ” เมดิซียกแขนเท้าหัวก่อนจะหันไปมองทางกริชาที่ยังไม่ทันจะนั่งลงกับโซฟา
“แน่นอนสิ เธอก็เตรียมตัวไว้แล้วเหมือนกันนี่” กริชายิ้มพร้อมตอบสวน เพราะทั้งสองคนก็อยู่ในชุดคลุมอาบน้ำเหมือนกันไม่มีผิด
“ฉันไม่ชอบเสียกับเรื่องไม่เป็นเรื่องไง เราก็รู้กันแล้วไม่ใช่เหรอว่าต้องการอะไรทั้งคู่ ไม่ต้องมากพิธีดีกว่ามั้ง” รอยยิ้มเหยียดผุดขึ้นมาบนใบหน้า พร้อมกับขยับเอนตัวโน้มเข้าไปหา ปลายนิ้วค่อย ๆ สัมผัสลงที่ปลายคางก่อนจะขยับดึงใบหน้าอีกฝ่ายให้โน้มเข้ามาหาตัวเอง
และเหมือนคนที่ถูกนำทางด้วยปลายนิ้วขึ้นจะรู้งานดี จึงโน้มตัวขยับเข้ามาหาด้วย และบรรจงจูบลงที่ริมฝีปากกระจับสวยนั่นแผ่วเบา
สองลมหายใจอุ่นที่รินรดเข้าหากันเริ่มเป็นไปในจังหวะเดียวกันแทบจะทันทีที่ริมฝีปากสัมผัสกัน สัมผัสในคราวแรกมันเป็นแค่สัมผัสที่แผ่วเบา แต่เมื่อเริ่มแล้วก็ไม่ได้ปล่อยให้เวลาผ่านไปโดยเสียเปล่า ปลายลิ้นร้อนชื้นของกริชาลุกล้ำเข้ามาแทบจะทันทีที่เมดิซีเผยอปากออก
ทั้งสองสอดประสานลิ้นกันไปมา ดูรีบร้อนแต่ก็อ้อยอิ่งไปในเวลาเดียวกัน ต่างฝ่ายต่างก็รุกคืบกันไปมา อย่างกับว่าจะไม่มีใครยอมใคร บางทีกริชาก็รุกเข้ามาอย่างหนักหน่วงแต่สุดท้ายเมื่อเมดิซีโต้กลับก็เปลี่ยนเป็นเกี่ยวพันหยอกเย้าไปมาแทน
มือจากที่เชยปลายคาง ตอนนี้ก็ขยับรุกคืบเลื่อนลากผ่านใบหน้าไปยังหลังคอ ก่อนจะใช้สัมผัสที่ปลายนิ้วเกลี่ยหยอกเบา ๆ อย่างนึกสนุก ก่อนจะขยับกดใบ้หน้าอีกฝ่ายให้โน้มเข้าหาตัวเองมากขึ้น เพื่อมอบสัมผัสจูบให้มากกว่าเดิม
น้ำเสียงเฉอะแฉะดังขึ้นจากการตวัดลิ้นกันไปมาของทั้งสองจนออกเสียงดัง
เมื่อแลกสัมผัสกันจนพอใจ ต่างฝ่ายจึงถอนจูบและผละตัวออกจากกันครู่หนึ่งเพื่อเว้นช่วงหายใจ
ดวงตาทั้งสองสีที่เป็นคู่ตรงข้ามสบตากัน ประกายภายในตาบ่งบอกว่าแค่นี้มันยังไม่พอ สุดท้ายแล้วทั้งสองก็ไม่ได้พูดอะไรอีก แต่ต่างฝ่ายต่างก็ขยับตัวเข้าหากัน
มือของทั้งสองต่างก็ขยับเข้ารุกล้ำหากันและกัน และค่อย ๆ ใช้ปลายนิ้วแกะพันปมเชือกที่รัดเอาไว้อย่างหลวมออก เผยให้เห็นร่างกายที่งดงามของกันและกัน
เมดิซีมีร่างกายที่มีกล้ามเนื้อ แต่ช่วงเอวเล็กคอด ส่วนกริชาก็เช่นกัน แต่ต่างกันที่ช่วงเอวของเขานั้นค่อนข้างที่จะหนากว่า เมื่อยิ่งส่งเสริมกับส่วนสูงร้อยเก้าสิบกว่าเซนติเมตรของเขาทำให้ออกมาดูดีมากเป็นพิเศษ
“เตรียมตัวยังไงเนี่ย จะใส่ไปทำไม ยังไงก็ต้องถอดอยู่แล้ว เสียเวลาจริง” เมื่อเมดิซีปลดเปลื้องผ้าคลุมของอีกฝ่ายออก และเห็นว่ากริชายังสวมชั้นในอยู่จึงพูดยั่วยุขึ้นมา
ร่างกายของคนที่นั่งอยู่กับโซฟาโน้มตัวเข้าหา พร้อมกับใช้ริมฝีปากค่อย ๆ พรมจูบลมกับผิวเนื้อช่วงหน้าท้อง ไล่ละเลียดอย่างเชื่องช้า ปลุกสัมผัสกามอารมณ์ของอีกฝ่ายให้มากขึ้นยิ่งกว่าเดิม
แต่ก็ไม่ปล่อยให้เขาได้ทำอะไรต่อ มือของเมดิซีขยับเข้าไปใช้ปลายนิ้วเกี่ยวที่ขอบชั้นใน และดึงลงอย่างช้าเพื่อปลดปล่อยสิ่งที่อยู่ภายใต้ผืนผ้าให้ออกมาสัมผัสกับอากาศภายนอก ในคราวแรกมันก็ดูสงบดี จนกระทั่งเริ่มถูกกระตุ้นจึงเริ่มขยายตัวใหญ่ขึ้นอย่างเห็นได้ชัด
เมื่อปลายหัวโผล่ออกมานอกร่มผ้า เมดิซีก็ขยับมือและนิ้วเข้ากอบกุมมันแทบจะทันที แล้วก็ค่อย ๆ บรรจงรูดรั้งขึ้นลงอย่างไม่รีบร้อน ให้สัมผัสมือของตนเองที่หยาบเล็กน้อยค่อย ๆ ปลุกเร้ามันให้ตื่นตัวขึ้น
“นายชอบไหมที่โดนปลุกเร้าแบบนี้ เหมือนว่ายิ่งฉันจับที่ส่วนหัว มันก็ยิ่งตอบสนองได้ดีเลยนะ คงอึดอัดน่าดูที่ถูกซุกซ่อนเอาไว้แบบเมื่อกี้” ยิ่งสัมผัสส่วนปลายหัวเท่าไร เหมือนกับว่าอีกฝ่ายก็ยิ่งส่งเสียงครางอย่างสุขสมภายในลำคอมากยิ่งขึ้นเท่านั้น
จนเมื่อเมือกใสเริ่มก่อตัวออกมาจากส่วนปลาย เมดิซีจึงหยุดมือ
จะให้เขาเป็นฝ่ายเดียวที่บริการให้ก็ยังไงอยู่ เมดิซีจึงเอนหลังพิงกับพนักโซฟา พร้อมกับรอให้อีกฝ่ายเริ่มปลุกเร้าตัวเองบ้างเช่นกัน
“ชอบสิ ชอบจนรู้สึกไม่พอใจเลย ที่เราเพิ่งมาเจอกันในตอนนี้ พวกคนก่อนหน้านี้คงติดใจน่าดูเลยสิท่า” กริชาตอบพร้อมกับหัวเราะ ดวงตาสีฟ้าใสมองไปยังร่างกายสวยงามที่นั่งเปิดเผยพร้อมกับแลบลิ้นเลียริมฝีปากที่เริ่มแห้งเล็กน้อยรอยยิ้มเจ้าเล่ห์ผุดขึ้นพร้อมกับดวงตาที่ประดับประกายเต็มไปด้วยความต้องการที่มากกว่านี้
เขาเข้าใจดีว่าทำไมอีกฝ่ายถึงหยุด
จึงเริ่มขยับตัวเข้าหา ใช้เข่าข้างหนึ่งกดลงไปกับพื้นโซฟา พร้อมกับลำตัวที่โน้มเข้าหา และเริ่มพรมจูบที่เปลือกตา มือที่ซุกซุนเนียนละเอียดสัมผัสแตกต่างจากมือหยาบลากไล้จากแผ่นอกกำยำลงไปสู่หน้าท้องที่ปั้นได้รูปสวยกำลังดี ก่อนจะเลื่อนลงต่ำไปเรื่อย ๆ สุดท้ายก็กอบกุมเข้าที่ส่วนอ่อนไหวของชายหนุ่มที่เปลือยเปล่าตั้งแต่ต้น
แล้วก็เริ่มบรรจงรูดรั้งเพื่อปลุกอารมณ์ขึ้น แม้จะเหมือนว่าการกระทำไม่ต่างจากเมดิซีเท่าไร แต่ดูเหมือนว่ากริชานั้นจะมีชั้นเชิงในการสัมผัสมากกว่าเล็กน้อย ด้วยการที่เริ่มใช้นิ้วหัวแม่มือกับนิ้วชี้ คีบบดลงที่ส่วนปลายหยักมนอย่างเน้นย้ำ ลงแรงกดและผ่อนออกอย่างเป็นจังหวะ ทำให้ความรู้สึกเสียวซ่านที่ได้รับหนักหน่วงและแผ่วเบาไม่ขาดช่วง
ในตอนที่น้ำเสียงครางสุขสมของเมดิซีเริ่มดังขึ้น จังหวะมือของกริชาที่เป็นฝ่ายนำในสถานการณ์นี้ก็เริ่มเปลี่ยนจากรูดจากส่วนบนลงสู่ช่วงโคน เป็นช่วงโคนไล่ขึ้นด้านบนส่วนหัว และยิ่งใช้นิ้วกดย้ำหนักในจุดอ่อนไหวอย่างรู้งาน จนตัวของเมดิซีเริ่มเกร็งงอ ขาทั้งสองจากที่อ้าพอประมาณเริ่มอ้ากว้างขึ้นกว่าเดิมอย่างสุขสมจากสัมผัสดังกล่าว
“มันเยิ้มไปหมดแล้วนะ ชอบแบบนี้อย่างนั้นเหรอ หรือว่าชอบแบบนี้กันละ" กริชาพูดพึมพำด้วยน้ำเสียงกดต่ำที่ข้างใบหู พร้อมส่งเสียงครางในลำคอช่วยปลุกเร้าอีกทาง และเปลี่ยนจากใช้ปลายนิ้วมา เป็นการใช้ฝ่ามือค่อย ๆ บดคลึงวนรอบส่วนหัว สลับกับมืออีกข้างขยับเข้ามาช่วยชักรูด จนเกิดเสียงการกระทบกันถึงผิวหนังและเมือกเหลว
พอถูกกระตุ้นมากเข้าคนที่ถูกกระตุ้นจึงขยับสะโพกเข้าหาอย่างลืมตัว ปลายเท้าก็เริ่มจิกเกร็ง จนสุดท้ายน้ำเหลวสีขาวขุ่นก็พวยพุ่งออกมาในจังหวะเดียวกับที่ฝ่ามือผละออกแทนที่ด้วยนิ้วที่กดขยี้ลงมาที่ส่วนหัวที่กำลังอ่อนไหวขั้นสุด เสียงครางพอใจดังออกมาพร้อมกับของเหลวที่ถูกพ่นฉีดออกมาตามจังหวะการกระตุกของร่างกาย
ฝ่ายที่เสร็จกิจหอบหายใจพักครู่หนึ่ง ก่อนจะตั้งตัวได้และมองคนกระตุ้นตนเอง
“ปลุกเร้าเก่งดีนี่” รอยยิ้มยั่วยุผุดขึ้นมาบนริมฝีปาก แม้จะเพิ่งสุขสมไปไม่นาน แต่ฝีปากก็ยังคงไว้ซึ่งการยั่วยุและร้ายกาจ
“พอดีมีประสบการณ์เอาไว้ปราบคนที่พยศหนัก ๆ ไง” เขายิ้มตอบพร้อมกับขยับไปหยิบทิชชูมาเช็ดมือที่เปื้อนไปด้วยน้ำรักสีขาวขุ่นเมื่อครู่
“ต่อเลยไหม” พอคนที่ชอบยั่วยุโดนยั่วยุเข้า สิ่งที่เลือกจะทำคือทำเป็นเมินไม่สนใจแทน
“ก็เอาสิ เธอนี่ใจร้อนจริง ๆ เลยนะ” กริชากระซิบข้างใบหู พร้อมกับขยับตัวไปแตะที่หลังและเริ่มไล้ไปยังช่วงสะโพก นั่นทำให้เมดิซีสะดุ้งโหยงก่อนจะใช้มือดันไหล่ของอีกฝ่ายให้ขยับออกห่างก่อน
การกระทำแบบนี้ทำไมจะไม่รู้ เพราะเมดิซีก็มักจะทำแบบนี้บ่อย ๆ นั่นก็คือการเล้าโลมให้กับฝ่ายรับ ซึ่งในตอนนี้กริชาก็กำลังทำแบบนั้นให้กับเมดิซี เจ้าตัวจึงต้องหยุดกิจกรรมเอาไว้ชั่วคราวก่อน
“ฉันต้องเป็นฝ่ายรับ?”
คราวนี้ทั้งสองจ้องหน้ากันและกันและตกอยู่ในความเงียบทันที
“ก็ต้องเป็นแบบนั้นไม่ใช่เหรอ หรือเธอเข้าหาเพราะจะให้ฉันเป็นรับ” กริชาตอบพร้อมถามสวนขึ้นมาทันที พร้อมกับสีหน้าประหลาดใจ
ใครจะไปคิดกันว่าตัวเองจะถูกหมายหัวให้เป็นฝ่ายรับ
“ก็ใช่น่ะสิ”
“เธอดูไม่ออกจริง ๆ เหรอว่าคนแบบฉันจะเป็นฝ่ายไหนบนเตียง อีกทั้งเล้าโลมไปมากขนาดนั้นอีก” ได้ยินคำตอบแบบนั้นกริชาถึงกับต้องยกมือขึ้นปิดปากเพราะยิ้มขำ
ก่อนจะเงียบลง เขาหยุดหัวเราะ ดวงตาคมวาวโรจน์สบประสานกับอีกฝ่ายไม่วางตา บรรยากาศบ่งบอกได้ว่าไม่มีทางที่ตัวเองจะอยากเป็นฝ่ายเสียท่า
“ถ้าเกิดเธอไม่อยากจะทำต่อ เธอจะออกไปเลยก็ได้ ถือว่าพวกเราได้มีโอกาสไว้วนเวียนมาเจอกันครั้งหนึ่ง”
“จะออกไปเลยก็ได้งั้นเหรอ” เมดิซีเลิกคิ้วขึ้นข้างหนึ่งพร้อมแค่นหัวเราะในลำคอดังเหอะ ก่อนจะโน้มใบหน้าเข้าไปใกล้จนปลายจมูกชนกัน
“ถ้ามันตกลงกันไม่ได้จริงๆ ฉันก็ไม่ชอบฝืนใจใคร แต่ในเมื่ออารมณ์มาขนาดนี้แล้ว ฉันจะยอมเป็นฝ่ายถอยให้สักรอบแล้วกัน เพราะงั้นต้องทำให้ดีอย่างที่ตัวเองดื้อรั้น เข้าใจใช่ไหม” เมื่อพูดจบก็ค่อย ๆ ลุกขึ้นก่อนจะมองไปยังทางห้องน้ำ อย่างน้อยก็คงต้องเตรียมตัวสักหน่อย จึงได้เดินเข้าไปข้างในเพื่อเตรียมตัวขั้นต้น
ถึงจะไม่เคยทำจากด้านหลัง และไม่เคยคิด แต่ยังไงก็ดี เมดิซีมีจุดประสงค์เป็นของตัวเอง
ใช้เวลาครู่หนึ่งเมดิซีก็เดินออกมา พร้อมกับนั่งลงที่โซฟาอีกครั้ง
“ฉันคิดว่าน่าจะเตรียมตัวพอแล้วมั้ง” หากนึกจากประสบการณ์ที่ตัวเองเล้าโลมฝ่ายรับมาก่อน และพอรู้มาบ้างว่าควรเตรียมตัวก่อนทำกิจกรรมอย่างไร
“ไม่ต้องห่วง... ฉันจะไม่ทำให้เธอผิดหวังจนต้องนึกเสียดายที่ยอมถอยให้เลย” เมื่อคำยินยอมและยอมถอยจากอีกฝ่ายหลุดออกมาแล้ว ก็ไม่ต้องให้เสียเวลาต่อไปอีก เขาขยับตัวลงที่ด้านข้าง และคว้าข้อเท้าของคนที่กำลังเอนตัวกึ่งนั่งกึ่งนอนแล้วลากเข้าหาตัวจนสะโพกมนยกขึ้น สายตาไล่มองช่องทางที่ดูไม่ผ่านการมีสัมพันธ์กับใครมาก่อน
ในระหว่างนั้น เมดิซีก็ยกแขนขึ้นพาดที่ใบหน้า นั่งนึกคิดในใจว่าไม่คิดไม่ฝันว่าตัวเองจะมาถึงจุดนี้ ไม่รู้ว่ามีอะไรดลบันดาลใจให้ตัวเองยอมถอย จะบอกว่าเห็นแก่สินทรัพย์ นั่นก็...ฟังดูแปลก เพราะเมดิซีรู้ตัวเองดีว่าเป็นคนที่รักศักดิ์ศรีตัวเองมากขนาดไหน
จังหวะที่เมดิซีกำลังเผลอตัว กริชาโน้มใบหน้าลงไปซุกไซ้ที่หว่างขาเนียน พร้อมกับค่อย ๆ ใช้ปลายลิ้นกดวนไปที่ช่องทางอย่างช้า ก่อนจะค่อย ๆ กดน้ำหนักลงไปส่งให้ลิ้นตัวเองเข้าช่องทางของอีกฝ่าย
ด้วยเพราะความไม่เคยชิน เมดิซีจึงเกร็งตัวโดยไม่ได้ตั้งใจ มือเริ่มกำหมัดจิกเนื้อผิวฝ่ามือของตัวเอง
จังหวะในการลงลิ้นในคราวแรกยังเชื่องช้า ราวกับให้ปรับให้ชินกับสัมผัส เมื่อเห็นว่าอีกฝ่ายดูเริ่มจะเคยชินขึ้นเล็กน้อย กริชาจึงเริ่มเร่งจังหวะของปลายลิ้นเข้าออกอย่างรวดเร็วสลับกับการวนรอบขอบทางรักอย่างหนักหน่วง จนเมื่อช่องทางเริ่มเปียกชื้นจากของเหลวอย่างน้ำลาย มันก็เกิดเสียงเฉอะแฉะดังขึ้น
มือที่ว่างก็ค่อย ๆ ขยับขึ้นมา และใช้นวดคลึงพวงของรักอย่างชำนาญระตุ้นควบคู่กันไปด้วย
พร้อมกับเสียงครางในลำคอพึงพอใจกับการเล้าโลมในคราวนี้ที่ออกมาจากชายเจ้าของเส้นผมสีแดงยาว ร่างกายเริ่มบิดกระเส่าเล็กน้อยจากการถูกกระตุ้นนวดคลึง
ความเสียวจากสองทางที่รุมเข้ามา ทำให้เมดิซีเกือบจะถึงจุดสุดยอดอีกครั้ง
คงไม่ต้องพิสูจน์อะไรอีกแล้ว ว่าเขามีฝีมือและเก่งในการเล้าโลมขนาดไหน
ถ้าเอาตัวเองไปเทียบ เมดิซียังรู้สึกว่าตัวเองก็คงทำให้คู่นอนสุขสมขนาดนี้ได้ไม่เท่ากริชาเลยละมั้ง
“ชอบไหมที่ฉันปรนเปรอเธอขนาดนี้ เสียวมากเลยใช่ไหม” กริชาผละใบหน้าออกมามองผลงานที่ทำให้อีกฝ่ายถึงกับเสียวซ่านจนต้องเกร็งปลายเท้า แถมยังนอนอ้าซ่าจนดูหมดรูป หากใครมาเห็นเข้าก็คงไม่เชื่อแน่ ว่าคนคนนี้นั้นเป็นฝ่ายรุก
ภาพตรงหน้าทำให้กริชาแลบลิ้นเลียริมฝีปากอย่างพึงใจ ช่างเป็นภาพที่ดูดีและเหมาะสมจริง ๆ ที่เมดิซีมานอนอยู่ภายใต้ร่างของเขา
“ก็ต้องดูผลงานต่อจากนี้ว่าดีไหมล่ะนะ แต่ถ้าให้คะแนนตอนนี้ก็เอาไปได้สักเจ็ด” เมดิซียกขาข้างหนึ่งขึ้นพาดไหล่ของกริชา พร้อมกับงอรั้งให้อีกฝ่ายโน้มตัวเข้ามาใกล้อีกนิด
“ในเมื่อท้าทายแบบนี้อย่ามารู้สึกว่าตัวเองคิดผิดทีหลังแล้วกัน” เมื่อถูกยั่วยุจึงหัวเราะออกมา ก่อนจะจับเรียวขาข้างที่พาดบ่าเมื่อครู่ให้เข้าที่เข้าทางดี ในท่าทางแบบนี้ทำให้ช่องทางที่ขยับขมิบไปมาและฉ่ำเยิ้มจากการถูกปรนเปรออย่างหนัก
ก่อนจะเอี้ยวตัวไปเล็กน้อยเพื่อควานหาถุงยางมาสวมใส่
“เลียให้ฉันขนาดนี้แล้วไม่ต้องใช้แล้วก็ได้มั้ง”
เมื่อประโยคดังกล่าวหลุดออกมา คราวนี้กริชาถึงกับขำพรืด เมื่อสวมถุงยางให้ตัวเองเสร็จเรียบร้อย พร้อมกับเทเจลหล่อลื่นที่ช่องทาง จึงขยับมือไปจับใบหน้าของเมดิซี
“ไม่เอาน่า แค่โดนเล้าโลมโดนลิ้นเลียรูครั้งเดียวถึงกับทำตัวเหมือนพวกเหลวแหลก ถึงกับยอมให้ฉันสอดใส่สดเลยงั้นเหรอ ใจง่ายหรืออยากจะโดนกระทำแค่ไหนก็ต้องอย่าลืมสามัญสำนึกพื้นฐานไปหมดสิ”
กริชาใช้มือข้างหนึ่งกดท้องน้อยเอาไว้เบา ๆ เป็นสัญญาณให้อีกฝ่ายขยับแอ่นสะโพกขึ้นมา ก่อนจะค่อย ๆ กดเบียดแทรกส่วนหัวที่สวมเครื่องป้องกันไว้เข้าสู่ความคับแน่นที่ฉ่ำเยิ้มอย่างเชื่องช้า
“ไม่ต้องเกร็งเอาละ มันจะลำบากทั้งฉันและเธอ” เขาโน้มตัวลงไปก้มลงจูบพร้อมกระซิบเพื่อเบี่ยงเบนความสนใจในขณะที่ความใหญ่โตกำลังเริ่มเบิกทางเข้าไป
ถึงจะพยายามมากแค่ไหน แต่การที่มีอะไรสอดแทรกเข้ามาในร่างกาย ก็ยากที่จะเคยชิน ทำให้เมดิซีเบิกตากว้างขึ้นเล็กน้อย พร้อมกับคว้าจับแขนแน่นของอีกฝ่ายก่อนจะบีบระบายความรู้สึกออกไป
ก่อนที่ฝ่ายรุกเข้าหาจะหยุดชะงักเมื่อเข้าไปได้เพียงครึ่งทาง เขาแช่ค้างไว้แบบนั้นเพื่อให้ร่างกายของเมดิซีได้ปรับตัวกับสิ่งแปลกใหม่ที่คับแน่นอยู่ภายใน
“เก่งมาก ดูสิ เธอโอบรัดฉันแน่นไปหมดเลย" เมื่อสัมผัสได้ว่าร่างกายของอีกฝ่ายเริ่มคลายความเกร็ง กริชาก็เริ่มขยับสะโพกสอบออกช้า ๆ ก่อนจะกดลึกเข้าไปใหม่จนสุดโคน เป็นจังหวะที่เชื่องช้าจนทำให้รู้สึกได้เป็นอย่างดี
“ช้าเป็นเต่าแบบนี้ เมื่อไรฉันจะเสียวจนเสร็จกันละ”
ถึงจังหวะที่เชื่องช้าจะดี แต่เมดิซีก็ไม่ได้ชื่นชอบความเชื่องช้าเช่นนี้ จึงเริ่มอ้าปากพูดยั่วยุ
“ปากดีไม่ดูสภาพตัวเองเลยนะ ทั้ง ๆ ที่หน้าแดงก่ำสุขสมขนาดนี้แท้ ๆ แต่ก็เอาเถอะ ถ้าเธออยากจะเร่งเร้าฉันมาก ฉันก็จะสนองให้ตามที่เธอต้องการ แต่ฉันก็เป็นพวกที่ไม่ค่อยอยากฟังสิ่งที่ไม่น่าฟังด้วยสิ แม้การยั่วยุของเธอมันจะดูน่ารักก็ตาม”
กริชายังยกนิ้วขึ้นสอดแทรกเข้าไปภายในปากของเมดิซี และเกี่ยวกระหวัดกับลิ้น บังคับให้คนปากเก่งต้องใช้ลิ้นเลียไล้นิ้วของเขาอย่างเลี่ยงไม่ได้ เสียงเดียวที่เขาอนุญาตให้ออกมาจากปากของอีกฝ่ายตอนนี้มีเพียงแค่เสียงครางกระเส่าเท่านั้น
ในขณะที่เอวเริ่มเร่งจังหวะกระแทกเข้าใส่จนเกิดเสียงเนื้อหนังกระทบกันดัง กามารมณ์ของกริชาในเวลานี้มาถึงจุดสูงสุดแล้ว จึงได้ทำตามใจไม่ได้เก็บออมแรง แถมอีกฝ่ายยั่วยุมาขนาดนี้ ท่าทางบิดเร้าที่ดูชมชอบนี้อีก
น่าพึงพอใจจริง ๆ
เมดิซีเบิกตาขึ้นเมื่อถูกกระทำอย่างหยาบโลน น้ำลายใสเริ่มไหลเปรอะเปื้อนมุมปากเพราะไม่สามารถหุบปากได้ แถมลิ้นก็ยังถูกก่อกวนจนไม่อาจส่งเสียงได้อีก ยิ่งร่วมไปกับจังหวะการกระแทกร่างกายเข้ามา ทำให้เมดิซีส่งเสียงครางออกมาจนดังก้อง แทนเสียงประท้วงที่ฟังไม่ได้ศัพท์
มือข้างที่จับขาพาดบ่าขยับมาจับรวบขาอีกข้างให้พาดมาด้วยกัน พร้อมกับจังหวะที่ตนเองไสตัวเข้าไปจนหน้าอกแนบชิดกัน ทำให้เข้าไปได้จนลึกสุด ผิวหน้าท้องเนียนปรากฏรอยนูนของส่วนหัวแก่นกายที่ดันขึ้นมาเล็กน้อย
เมื่อแท่งยาวบดเบียดไปโดนในจุดกระสัน ร่างกายของเมดิซีก็กระตุกไปกับความเสียวซ่าน จนเมื่อกริชาจับจุดได้จึงเลือกที่จะย้ำในจุดเดิมซ้ำไปซ้ำมา จากในตอนแรกที่ร่างกายขยับสะโพกเข้าหาด้วยความร้อนรุ่ม ตอนนี้กลับกลายเป็นพยายามที่จะขยับออกจากสัมผัสเสียวอันรุนแรงนี้
เสียงเนื้อกระทบกันดังกึกก้องไปทั่วทั้งห้องสลับกับเสียงครางระงมของทั้งสองฝ่าย กริชาในตอนนี้นั้นไม่ต่างอะไรกับสัตว์ป่าที่ไม่รู้จักระงับแรงเอาไว้ ส่วนเมดิซีในตอนนี้ก็หมดรูปของคนที่จะเป็นฝ่ายรุกในก่อนหน้าเกือบสิ้นเชิง
ทุกการกระแทกที่ถูกส่งเข้ามานั้นมันทั้งจุกเสียดแน่น แต่ก็เสียวซ่านจนเกินจะทนไหว จนกระทั่งส่วนหัวที่สวมเครื่องป้องกันไว้บดขยี้เข้ากับจุดกระสันซ้ำแล้วซ้ำเล่าไม่มีจังหวะให้หยุด นั่นถึงกับทำให้คนที่ถูกกระตุ้นนั้นเหลือกตาขึ้นและตัวกระตุกไปมาจากการเสร็จสม
ถึงแม้จะเสร็จแล้ว แต่ฝ่ายที่รุกคืบยังไม่พึงพอใจ จึงได้กระทำต่อไป แต่ก็มีเปลี่ยนจังหวะถอนออกมาจนเกือบหลุด จากช่องทางรัก แล้วก็กระแทกสวนกลับเข้าไปสุดแรงจนเกิดเสียงดัง
เมื่อจังหวะรักเร่าร้อนยังบรรเลงต่อไป ในที่สุดกริชาก็จวนเจียนจะถึงขีดจำกัด เส้นเลือดบนลำคอและท่อนแขนแกร่งปูดโปนขึ้นจากการที่เลือดลมสูบฉีด
“พึงพอใจไหม กับครั้งแรกของเธอที่เป็นฉัน” กริชาส่งเสียงกระเส่าถามพร้อมกับกระแทกครั้งสุดท้ายที่แรงและลึกที่สุดจนมิดโคน ให้ตัวเองรุกล้ำลึกเข้าไปในความอุ่นนุ่มของช่องทางรัก
ในขณะเดียวกันของเหลวขาวขุ่นก็ถูกปลดปล่อยออกมาอย่างไม่ขาดสาย แต่ก็ถูกกั้นไปไว้ด้วยถุงยางที่สวมใส่เอาไว้ป้องกันก่อนหน้านี้ ไม่รอให้มันปล่อยจนหมดเขาก็ถอนตัวเองออกมา แล้วดึงถุงยางออก พร้อมกับใช้ส่วนความเป็นชายของตัวเองที่ทำให้อีกฝ่ายเสียอาการเมื่อคู่ฟาดลงกับหน้าท้องเบา ๆ
ปล่อยให้น้ำรักที่ยังพ่นออกมาไม่หมดเลอะเปรอะไปตามช่วงท้องปั้นสวยได้รูป ที่กำลังกระตุกเกร็งจากการถึงจุดสุดยอดครั้งที่เท่าไรก็ยากจะนับ
หลังจากปล่อยให้อีกฝ่ายพักหายใจเพียงครู่เดียว กริชาก็โน้มตัวลงไปหาเมดิซีพร้อมส่งเสียงกระซิบ
“อีกสักรอบไหม”
“อืม เอาสิ”
เสียงเมดิซีตอบอย่างแหบพร่าและดูมึนงงเล็กน้อย ราวกับว่าตอนนี้ไม่หลงเหลือสติที่จะห่วงภาพลักษณ์อีกต่อไป แม้เมื่อครู่มันจะหนักหน่วง แต่ในเวลาเดียวกันสุขสมไปด้วยกัน มีหรือที่จะปฏิเสธโอกาสแบบนี้อีก
ทั้งสองจึงร่วมรักกันอีกครั้ง แรงอารมณ์ที่พลุ่งพล่านพาให้ทั้งคู่ดำดิ่งลงสู่ห้วงเวลานี้ไปจนทุกอย่างเริ่มพร่าเลือนจากความเหนื่อยล้า
เมื่อรู้สึกตัวอีกที ร่างกายที่นอนอยู่กับเตียงนอนก็ถูกแดดยามเช้าที่ลอดมาจากผ้าม่านโลมเลีย เมดิซีลืมตาขึ้นมาด้วยความรู้สึกเหมือนร่างกายจะแตกออก พร้อมนิ่วหน้าตอนที่เริ่มขยับตัว ความปวดหน่วงที่ช่วงล่างและสะโพกกลับแล่นแปล๊บขึ้นมาจนต้องหลุดครางด้วยความเจ็บออกมาอย่างช่วยไม่ได้
“เจ็บไปหมดทั้งตัวเลย สาบานเลยว่าฉันจะไม่ยอมรับให้ใครอีกแล้ว ทรมานเป็นบ้า" เมดิซีคว่ำหน้าลงกับหมอนพร้อมบ่นออกมาเสียงเบา
“บ่นอะไรแต่เช้ากัน เธอก็ดูชอบเรื่องเมื่อคืนดีนี่ ยังส่งเสียงร้องขอกับฉันไม่หยุดเลย” กริชาที่ตื่นก่อนหน้านี้แล้วอยู่ในท่าตะแคงข้างมองดูเมดิซี
“ถึงจะชอบก็ให้มันรู้จักพอดีเถอะ ลองมาโดนเองบ้างไหมแล้วจะได้รู้สึก” คนโดนยุหันมาค้อนใส่ แต่ก็ต้องชะงักเมื่อเห็นสายตาเป็นประกายแพรวพราว
“งั้นก็ต้องทำอีกครั้งไง ฉันว่าเรามาลองทบทวนกันอีกสักรอบไหม คราวนี้ก็คงชินมากขึ้นกว่าเดิมแล้ว" ไม่ปล่อยให้เมดิซีรู้ตัวและขยับหนี มือหนาของกริชาก็ขยับเข้ารวบตัวของอีกฝ่ายเข้ามาหาตัวเอง
พร้อมกับเริ่มเล้าโลมอีกครั้งรอบเช้าอย่างไม่รีรอ ท่ามกลางเสียงโอดครวญที่ค่อย ๆ เปลี่ยนเป็นเสียงครางแผ่วเบาในอ้อมกอดนั่น
หลังจากกิจกรรมรอบเช้าจบลง เมื่อกริชาปลีกตัวออกไปชำระร่างกาย เมดิซีที่แกล้งนอนเอาตัวซบลงกับเตียงก็ลุกขึ้นอย่างยากลำบาก ความเจ็บหน่วงที่ช่วงล่างยังคงอยู่จากเมื่อคืนจนถึงเมื่อครู่ แต่พอหันไปมองพวกสิ่งของที่ถูกวางเอาไว้ตรงตู้ที่หัวเตียงก็ทำให้คนเจ็บยิ้มออก
นาฬิการุ่นแพงถูกยกมาส่องกับแสงแดด รวมถึงสิ่งอื่น ๆ ที่ถูกวางเอาไว้ด้วยเช่นกัน
"ถือว่าเป็นค่าซ่อมแซมร่างกายแล้วกัน”
ไม่ว่าอีกฝ่ายจะจงใจทิ้งไว้หรือไม่ก็ไม่สน สุดท้ายเมดิซีก็กวาดของทั้งหมดพวกนั้น และเดินไปตามหาเสื้อผ้าของตัวเองเมื่อคืนมาสวมใส่ ก่อนที่จะเดินออกไปจากห้องพร้อมกับเสียงปิดประตู
--------------------
