Actions

Work Header

set my midnight sorrow free (thai)

Summary:

เขาไม่ได้โทษแม็กซ์จริงๆ หรอก

ถ้าเขาได้เป็นแฟนชาร์ลส์ซักวัน เขาก็คงไม่ปล่อยชาร์ลส์ไปเหมือนกัน

บางทีเขาอาจจะไม่ใช่คนแพ้ แม็กซ์เองก็กำลังเล่นเกมที่เจ้าตัวจะต้องแพ้

คุณไม่สามารถเปืดใจให้ชาร์ลส์และพยายามมีตัวตนในชีวิตที่มีเสน่ห์ของเจ้านั่น แล้วรอดพ้นจากการตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้นได้

วันที่แม็กซ์ยอมให้ชาร์ลส์เข้าไปในมอเตอร์โฮม วันที่แม็กซ์ยอมให้ชาร์ลส์มีที่ยืนในชีวิต ตอนนั้นแม็กซ์ไม่รู้เลยว่าเขาแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้แล้ว

Notes:

Work Text:

เรื่องราวของพวกเขาเริ่มต้นขึ้นที่สนามแข่ง แต่ปิแอร์จำชื่อสนาม หรือชื่อเมืองที่ไปแข่งไม่ได้

ตอนนั้นเขาอายุแค่ 11 ขวบ ชาร์ลส์อายุน้อยกว่าเขาหนึ่งปี ก่อนหน้านี้คาร์ทติ้งเป็นแค่งานอดิเรกของพวกเขา แต่ทุกอย่างเปลี่ยนไปในปีนั้นและคาร์ทติ้งก็ไม่ได้เกี่ยวกับความสนุกเพียงอย่างเดียวอีกต่อไป พวกเขาอยู่ในกลุ่มนักขับคาร์ทติ้งรุ่นเล็กที่เก่งที่สุดในฝรั่งเศส เก่งพอที่จะแข่งในระดับนานาชาติได้

พวกเขาเจอหมอนั่น เด็กผู้ชายตาสีฟ้าที่ไม่สนใจใครและเข้ากันได้ดีกับรถของตัวเองมากกว่าที่จะเข้ากับเด็กคนอื่นๆ เด็กผู้ชายคนนั้นเป็นแชมป์คาร์ทติ้ง Minimax ของเนเธอร์แลนด์และเบลเยียม อายุเท่าชาร์ลส์ แต่บ้าคลั่งกว่าชาร์ลส์สองเท่าได้

“นั่นใครน่ะ” ชาร์ลส์ถามในขณะที่จ้องไปยังเด็กคนนั้น ตาโตๆ นั่นมีทั้งความอิจฉาและความประหลาดใจอยู่เท่าๆ กัน

วันถัดมา ชาร์ลส์โทรมาหาปิแอร์ “เด็กคนนั้นชื่อแม็กซ์ พ่อเขาเคยแข่งฟอร์มูล่าวันด้วยล่ะ”

“หมอนั่นเก่งมากเลยนะ” ปิแอร์ยอมรับ ในหัวคิดถึงวิธีที่พวกเขาต้องทำเพื่อที่จะแข่งได้ดีขึ้นเรียบร้อย “แล้วก็ดูบ้าหน่อยๆ ด้วย”

เสียงของชาร์ลส์ที่ดังผ่านโทรศัพท์สั่นเพราะเจ้าตัวหัวเราะ แต่เมื่อเข้าโหมดจริงจัง เสียงนั้นก็ไม่มีอะไรเลยนอกจากความมุ่งมั่น “ฉันจะเอาชนะหมอนั่นให้ได้”

ถึงนั่นจะเป็นจุดเริ่มต้นของพวกเขา แต่ปิแอร์ก็หวังเหลือเกินว่าในตอนนั้นเขาจะรู้ว่ามันคือจุดเริ่มต้นของจุดจบด้วย

______________________

ปิแอร์กับชาร์ลส์สนิทกันมากขึ้นในขณะที่ค่อยๆ ขยับไปแข่งในรายการที่สูงขึ้น พวกเขาเข้ากันได้ดีแบบไม่ต้องพยายาม และด้วยความที่ปิแอร์แก่กว่าหนึ่งปี ระหว่างเขากับชาร์ลส์จึงมีช่องว่างมากพอที่จะไม่ทำให้พวกเขาปะทะกันตรงๆ

มองย้อนกลับไป ปิแอร์แทบไม่อยากเชื่อว่าในตอนนั้นเขาได้แข่งกับเด็กที่มีพรสวรรค์อย่างน่าเหลือเชื่อสองคน แม็กซ์สร้างสถิติที่ไม่มีใครเคยทำได้ และสถิตินั้นก็ยังไม่ถูกทำลายแม้เวลาจะผ่านไปเป็นสิบปี มีแค่ชาร์ลส์เท่านั้นที่รั้งแม็กซ์ไว้ได้ในวันที่ขับได้ดีพอ ราวกับว่าแม็กซ์อยู่อีกระดับเมื่อเทียบกับพวกเขาและนักขับที่เหลือ แต่ปิแอร์ก็คิดอยู่เสมอว่ามีอะไรซักอย่างที่เสียหายอยู่ในเด็กผู้ชายคนนั้น

แม็กซ์ไม่เคยมีเวลาให้กับเด็กคนอื่น ไม่เคยชายตามองคู่แข่งเป็นครั้งที่สอง นานๆ ครั้งแม็กซ์ถึงจะถลึงตา ไม่ก็พูดแย่ๆ เกี่ยวกับชาร์ลส์ แม็กซ์ไม่ใช่แค่เด็กที่พยายามทำให้ดีที่สุด แต่เป็นคนที่กำลังสร้างตำนานที่ใครต่อใครเริ่มมองเห็น

ชาร์ลส์ไม่ใช่อุปสรรคของแม็กซ์ แต่เป็นบางอย่างที่แม็กซ์สลัดไม่หลุดเท่านั้นเอง

______________________

ความเปลี่ยนแปลงหลังชาร์ลส์ประสบความสำเร็จอย่างเงียบๆ เกิดขึ้นไวจนน่าใจหาย อุบัติเหตุที่เกิดขึ้นกับฌูลส์ทำให้ชาร์ลส์ไม่ใช่คนเดิมอีกต่อไป ก่อนหน้านี้ชาร์ลส์จะเปลี่ยนจากขวัญใจประจำแพดด็อกเป็นนักขับที่มุ่งมั่นเสมอเมื่อสวมหมวกกันน็อค แต่มันยิ่งต่างออกไปอีกในตอนนี้

แม็กซ์ก้าวไปข้างหน้าแล้ว แต่กลับมีเด็กที่แตกสลายคนใหม่บนสนามแข่ง และเมื่อชาร์ลส์เริ่มที่จะชนะ เขาก็ไม่หยุดอีกเลย

บางครั้งปิแอร์ก็สงสัยว่าชาร์ลส์จะเป็นยังไงถ้าอุบัติเหตุของฌูลส์ที่ซูซูกะและหลายปีแห่งความเจ็บปวดหลังจากนั้นไม่เกิดขึ้น เพราะยังไงชาร์ลส์ก็คงเป็นนักขับที่ประสบความสำเร็จและได้ขับในฟอร์มูล่าวันอยู่แล้ว

บางทีอะไรๆ อาจจะไม่เปลี่ยนไปมากขนาดนั้น

หรือบางทีชาร์ลส์อาจเรียนรู้ที่จะพอใจกับอะไรที่น้อยกว่านี้ อาจไม่รู้สึกกระหายต่อทุกๆ นิ้วสุดท้ายบนถนนหรือทุกๆ 0.1 วินาทีบนนาฬิกา

______________________

นักขับคนอื่นๆ ยืนเป็นวงกลมเพื่อเป็นเกียรติให้กับฌูลส์ก่อนการแข่งขันที่ฮังการีจะเริ่มขึ้น แม็กซ์ก็อยู่ตรงนั้น หนุ่มน้อยดาวรุ่งท่ามกลางชายหนุ่มมากประสบการณ์เป็นสิ่งที่ดูผิดที่ผิดทางไปหน่อยในทีวีจอแบนของปิแอร์

แม็กซ์กำลังใช้ชีวิตอยู่ในฝันที่ปิแอร์และคนอื่นๆ ยังต้องต่อสู้เพื่อไปให้ถึง ปืแอร์ที่เป็นมนุษย์ธรรมดาคนหนึ่งยอมรับเลยว่าอิจฉา

ปิแอร์ไม่แน่ใจเหมือนกันว่าชาร์ลส์รู้สึกยังไงที่เห็นคู่แข่งสมัยเด็กก้าวนำไปข้างหน้านิดหน่อย แต่ก็เป็นก้าวที่อยู่ในโลกคนละใบกับพวกเขา แต่นั่นแหละ ชาร์ลส์ในตอนนี้กำลังยุ่งอยู่กับการสร้างตำนานของตัวเอง ไม่มีใครรั้งชาร์ลส์ไว้ได้อีกต่อไป

ปิแอร์และชาร์ลส์ไม่ใช่เด็กอีกแล้ว และบางอย่างระหว่างพวกเขาก็เปลี่ยนไป

บางครั้งที่ปิแอร์แอบมองชาร์ลส์เวลาดูการแข่งด้วยกัน หัวใจของเขาจะเต้นดังจนกลัวว่าชาร์ลส์จะได้ยิน พวกเขาเป็นเพื่อนสนิทกันมาตลอด แต่บางครั้ง... ปิแอร์คิดว่ามันมีอะไรมากกว่านั้น

เขาแทบสาบานได้ว่าชาร์ลส์ก็รู้สึกแบบเดียวกัน เพราะหน้าหล่อๆ ของชาร์ลส์จะเปล่งประกายและริมฝีปากจะคลี่ออกเป็นรอยยิ้มแสนอ่อนโยนราวกับได้เห็นสิ่งที่ล้ำค่าเมื่อเห็นว่าปิแอร์มองอยู่

แต่หลังจากนั้นไม่กี่วินาที ชาร์ลส์จะทำลายภาพลวงตานั้นด้วยการหันกลับไปมองทีวีเพื่อดูแม็กซ์ที่ขับให้โทโร่รอสโซ่ ไม่ก็ดูการแข่งเอาสนุก ชาร์ลส์มีวิธีที่ทำให้เจ้าตัวเหมือนอยู่ตรงนี้ แต่ก็ไม่อยู่ในเวลาเดียวกัน เจ้านั่นเปลี่ยนจากหนังสือที่เปิดทิ้งไว้เป็นรหัสลับที่ไม่มีใครอ่านออกภายในไม่กี่วินาที

______________________

ถึงชาร์ลส์จะเป็นระเบียบเรียบร้อยขนาดไหนตอนอยู่หลังพวงมาลัย แต่ชีวิตส่วนตัวของเจ้านั่นกลับต่างกันลิบลับ

ชาร์ลส์ตกหลุมรักแบบหัวทิ่มหัวตำได้ง่ายๆ และปิแอร์ก็ผ่านการตกหลุมรักที่เต็มไปด้วยความหลงใหล ความคลั่งไคล้ และท้ายที่สุดการแตกสลายมาทั้งหมด ชาร์ลส์หล่อเหลาและอ่อนหวาน แต่ในขณะเดียวกันก็เต็มไปด้วยแรงกระตุ้นและความไม่อ่อนข้อ มันเลยยากที่จะหาใครซักคนที่เข้าใจและรับทั้งหมดนี้ได้

ปิแอร์ได้ฟังเรื่องราวเกี่ยวกับคนรักของชาร์ลส์ทุกคน และได้เจอบางคนด้วยซ้ำ เพราะว่าเขาเป็น “เพื่อนที่ดีที่สุด” คนรักของชาร์ลส์ส่วนใหญ่เป็นผู้หญิง ถึงบางครั้งจะมีผู้ชายบ้างก็ตาม แต่เพราะความสัมพันธ์กับผู้ชายซับซ้อนกว่า แฟนของชาร์ลส์จึงเป็นสาวน้อยแสนสวยซะเป็นส่วนมาก

ท้ายที่สุด ปิแอร์จะเป็นไหล่อุ่นๆ ให้ร้องไห้ เป็นเสียงกระซิบที่ให้ความมั่นใจ และเป็นความมั่นคงในชีวิตอันวุ่นวายของชาร์ลส์

ปิแอร์อยากบอกว่าเขาเป็นคนที่เข้าใจชาร์ลส์ เป็นคนที่ชาร์ลส์ควรจะรัก แต่เพราะยังมีเวลามหาศาล ปิแอร์เลยเลือกที่จะรอ

______________________

ชาร์ลส์กลับมาอยู่ในอ้อมแขนของปิแอร์หลังจากอกหักอีกครั้ง เขาลูบผมสีน้ำตาลที่นุ่มอย่างไม่น่าเชื่อไปมา

ชาร์ลส์เป็นคนพูดขึ้นมาก่อนด้วยเสียงอู้อี้จากการสูดจมูกเบาๆ พร้อมกับไหล่ที่สั่นน้อยๆ แต่กลับสะเทือนไปทั่วหัวใจปิแอร์

เขาเกลียดที่เห็นชาร์ลส์เจ็บปวด

“จะดีไหมถ้าเราคบกัน?”

ปิแอร์จูบผมของอีกฝ่ายเบาๆ “ดีสิ” ปิแอร์พูด เพราะเขาเชื่ออย่างนั้น

“ฉันคิดนะว่า... ซักวันเราคงได้คบกันจริงๆ” ชาร์ลส์มองเขาด้วยตาสีเขียวระยิบระยับและหัวใจไม่รักดีของปิแอร์ก็เต้นผิดจังหวะเหมือนทุกครั้ง

หลังจากนั้น หลังจากนั้นนานมาก ปิแอร์ได้แต่สงสัยว่าตอนนั้นใช่ช่วงเวลาที่เขาควรจะคว้าไว้หรือเปล่า ถึงจะดูไม่ควรก็ตาม เพราะหน้าของชาร์ลส์ยังเต็มไปด้วยคราบน้ำตา และเสียงก็มีแต่ความเศร้า

นั่นเป็นปัญหาของปิแอร์ เขาโรแมนติคและเป็นคนที่รอช่วงเวลาที่เหมาะสมที่สุด ทั้งๆ ที่ช่วงเวลาแบบนั้นไม่มีอยู่จริง

______________________

ชาร์ลส์ใช้เวลาหลายวัน บางครั้งก็หลายเดือน กว่าจะกลับมาสดใสเหมือนเดิม เจ้านั่นจะยิ้มจนเห็นลักยิ้มเต็มสองแก้ม ทำให้ทั้งห้องสดใสและเอาลมหายใจของปิแอร์ไปพร้อมกัน

“นายคือคนที่ดีที่สุดเลย เจ้าปลาหมึก (**มาจากคำว่า Calamar ภาษาฝรั่งเศส แปลว่าปลาหมึก)” ชาร์ลส์จะพูดแบบนี้ หรือบางครั้งถ้าอยู่ในอารมณ์อยากจะหยอด ชาร์ลส์ก็อาจจะแกล้งจูบเบาๆ ที่ปากของปิแอร์ แล้วก็กอดเขานานกว่าที่จำเป็นนิดหน่อย ก่อนจะถอยออกไปพร้อมเสียงหัวเราะและการขยิบตา

ปิแอร์คิดว่าไม่เป็นไร แม้ว่าเขาจะนับรอยจูบแต่ละครั้งอยู่เงียบๆ เขาไม่เคยกดดันชาร์ลส์ เพราะเขายินดีที่จะรอ

ในหัวใจของปิแอร์ เขาไปอยู่ตรงนั้นแล้ว เลยไม่เป็นไรถ้าชาร์ลส์จะใช้เวลานานกว่านิดหน่อยเพื่อที่จะมาอยู่ในจุดเดียวกัน

______________________

ปิแอร์ขึ้นไปขับฟอร์มูล่าวันได้สำเร็จ เช่นเดียวกับชาร์ลส์ ไม่มีใครประหลาดใจเรื่องนี้ ปิแอร์ไปอยู่กับเรดบูลส์ ในขณะที่ชาร์ลส์ถูกเลือกโดยเครื่องจักรที่ไม่มีใครเอาชนะได้อย่างเฟอร์รารี พูดตรงๆ แล้ว มันไม่ต่างอะไรจากการกระโดดลงไปกลางดงคนเถื่อนสำหรับพวกเขา

“ระวังหลังให้ดีล่ะ” คาร์ลอสพูดกับเขาระหว่างการแข่งขันครั้งแรก ปิแอร์เกือบหัวเราะใส่คำพูดนั้น และยิ่งอยากหัวเราะมากกว่าเดิมเมื่อเขาขึ้นจากโทโร่รอสโซ่ไปขับให้เรดบูลส์ไม่ถึงปีหลังจากนั้น

แต่ตอนนี้ปิแอร์รู้แล้วว่าคาร์ลอสไม่ได้ล้อเลียน แต่พยายามที่จะใจดีกับเขาต่างหาก

(มันมีราคาที่ต้องจ่ายเพื่อให้ฝันเป็นจริงอยู่แล้วล่ะ)

ไม่กี่ปีหลังจากนั้นเมื่อทุกอย่างจบลง ปิแอร์ยังคิดกับตัวเองว่าเขาพร้อมที่จะจ่ายราคาเดิมเพื่อทำทุกอย่างอีกครั้งหนึ่ง

______________________

การขึ้นไปขับให้กับเรดบูลส์ของปิแอร์เกิดขึ้นพร้อมๆ กับการขึ้นไปขับให้เฟอร์รารีของชาร์ลส์ ถึงจะประหลาดใจ แต่ปิแอร์ก็เริ่มที่จะเชื่อแล้วว่าชาร์ลส์จริงจังกับคำสาบานที่ว่าจะให้ความสำคัญกับการขับรถมากกว่าเรื่องอื่นๆ พวกเขาไม่ใช่รุกกี้ที่ต้องต่อสู้เพื่อเศษคะแนนที่กลางตารางและความสนใจจากทีมที่ใหญ่กว่าอีกต่อไป

ด้วยพรสวรรค์ทั้งหมดที่มี ชาร์ลส์ในตอนนี้ต้องสู้กับแชมป์โลกสี่สมัย ในขณะที่ปิแอร์ต้องทนกับการถูกเปรียบกับแม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่น

ความกดดันและความคาดหวังเพิ่มขึ้นเรื่อยๆ จนเกือบจะทำให้หายใจไม่ออก ไม่มีที่ว่างสำหรับความผิดพลาด ในขณะที่ปิแอร์ต้องดิ้นรนเพื่อไม่ให้ตัวเองจมลงไป ชาร์ลส์กลับเหมือนหาที่ทางของตัวเองเจอแล้วในที่สุด

แม็กซ์ผู้ถูกเลือกไม่ได้ถูกพูดถึงอยู่คนเดียวอีกต่อไป ในตอนนี้ ถ้าจะพูดถึงแม็กซ์เท่ากับต้องพูดถึงชาร์ลส์ด้วยทันที เป็นสองคนนี้มาโดยตลอด แม็กซ์กับชาร์ลส์ ชาร์ลส์กับแม็กซ์ นักขับสองคนที่มีความสามารถโดดเด่นที่สุดในรุ่น คนไหนกันที่จะได้เป็นแชมป์โลกก่อน?

ชาร์ลส์หัวเราะและพูดว่าบทความพวกนั้นไร้สาระ แต่บางอย่างในรอยยิ้มสบายๆ ทำให้เดาได้ว่าเจ้าตัวชอบถูกพูดถึงแบบนั้น

บางครั้งปิแอร์รู้สึกรำคาญที่ชาร์ลส์สามารถไต่ขึ้นไปได้เรื่อยๆ อย่างไม่ต้องกังวลอะไร เพราะความสามารถและความแข็งแกร่งของเจ้าตัว แต่ทันใดนั้น ปิแอร์ก็จะจำคำสารภาพอย่างไม่ใส่ใจนักของชาร์ลส์เมื่อหลายปีก่อนได้และเขาก็ไม่รู้สึกประหลาดใจอีกต่อไป ปิแอร์จำวันนั้นได้ดี ชาร์ลส์วางหัวไว้บนมือข้างหนึ่ง เสียงที่พูดออกมามีทั้งความเศร้าและความเมา มืออีกข้างมีขวดแชมเปญเปล่าๆ ที่ได้มาหลังขึ้นโพเดียมที่หนึ่งกับพรีม่า ตอนนั้น พ่อของชาร์ลส์เสียไปได้ไม่นาน ชนิดที่ว่ายังไม่ได้จัดงานศพด้วยซ้ำ แต่ชาร์ลส์มีสัญญาที่ต้องรักษา

“ฉันควรจะจมอยู่กับความเจ็บปวดสินะ” ชาร์ลส์เช็ดตาตัวเองแรงไปนิด ปิแอร์เลยคว้ามือของอีกคนไว้เบาๆ “แต่ฉันว่ายอยู่บนนั้นได้นี่นา”

เหตุการณ์นั้นทำให้ปิแอร์คิดถึงใครอีกคน นั่นคือเพื่อนร่วมทีมของเขา แม็กซ์เองก็เป็นความลึกลับที่ถูกห่อไว้ด้วยปริศนาไม่ต่างอะไรกับชาร์ลส์ แต่ในขณะที่ชาร์ลส์มีเสน่ห์ อ่อนหวาน และได้รับการอบรมเป็นอย่างดีทั้งในเรื่อง PR และมารยาท ปิแอร์กลับอธิบายแม็กซ์แบบเดียวกันไม่ได้ เพราะหมอนั่นทั้งขวานผ่าซากและพูดตรงๆ แบบไม่สนใครหน้าไหน

เขาไม่มั่นใจเหมือนกันว่าแม็กซ์จะแหวกว่ายบนความเจ็บปวดหรือต่อยความเจ็บปวดให้ฟันหลุดออกมาซะเลย

แม็กซ์ยังพูดถึงชาร์ลส์ได้อย่างน่าหงุดหงิด วิธีที่หมอนั่นพูดนั้นทำให้ปิแอร์คิดถึงสมัยคาร์ทติ้ง ปิแอร์ไม่ควรคิดถึงเรื่องนี้ด้วยซ้ำ เพราะเขามีเรื่องของตัวเองที่ต้องกังวลมากพออยู่แล้ว ยกเว้นแต่ว่าเขาไม่คิดไม่ได้เพราะเรื่องนี้เกี่ยวกับชาร์ลส์ที่เป็นทั้งเพื่อนสนิทและอะไรที่มากกว่านั้นของปิแอร์ แม็กซ์พูดถึงชาร์ลส์แบบสาดเสียเทเสีย ทั้งๆ ที่ไม่รู้ด้วยซ้ำว่ากำลังพูดถึงอะไรอยู่

บางครั้งปิแอร์ก็คิดว่าแม็กซ์สนุกกับการที่เรื่องระหว่างตัวเองกับชาร์ลส์เป็นแบบนี้พอๆ กับที่ชาร์ลส์สนุก เรื่องของคู่แข่งวัยเด็กที่กลายเป็นการแข่งขันที่ดุเดือดเพื่อความเหนือกว่าและความพึงพอใจของแฟนๆ ที่อุทิศตัวให้ทั้งคู่

แม็กซ์หยุดแข่งกับชาร์ลส์ไม่ได้แม้กระทั่งระหว่างประชุมหลังแข่ง แม็กซ์จะเถียงกับวิศวกรเพื่อให้พวกนั้นไม่ปรับเซ็ตอัพบางอย่าง “แบบนั้นมันทำให้เราเร็วกว่าเลอแคลร์ 0.2 วิ” แม็กซ์ไม่แคร์ซะด้วยซ้ำว่าเซ็ตอัพแบบนั้นจะทำให้รถไม่เสถียร เสี่ยงกว่าที่คริสเตียนต้องการ หรือทำให้ปิแอร์แทบจะคุมรถไม่ได้

“มันไม่คุ้มหรอก” ปิแอร์บอกกับแม็กซ์หลังจบ free practice ที่สับสนวุ่นวายครั้งหนึ่ง ไม่มีเหตุผลเลยที่จะเอาแต้มที่ควรจะได้แน่ๆ ไปเสี่ยงกับความเร็วที่เพิ่มขึ้นไม่กี่วินาทีและการที่รถอาจจะไปจบในกำแพง

“มันคุ้มถ้าเราเอาชนะเลอแคลร์ได้” แม็กซ์ย้อน

“นี่นายอิจฉาเพราะใครๆ ก็รักชาร์ลส์มากกว่ารึเปล่า” ปิแอร์ถามอย่างรำคาญๆ

แม็กซ์หัวเราะออกมาด้วยความรังเกียจ “ฉันรู้ว่านายคิดว่าหมอนั่นเพอร์เฟคต์ เหมือนที่ทุกคนคิด ซึ่งมันไม่ตรงกับความจริงเลย แค่หมอนั่นยิ้มกับพูดจาดีๆ หน่อย คนทั้งโลกก็ยอมทุกอย่าง แต่นั่นไม่ใช่เลอแคลร์จริงๆ ซักหน่อย”

ปิแอร์เถียงกับแม็กซ์ เพราะหมอนั่นคิดผิดและไม่รู้อะไรเกี่ยวกับชาร์ลส์เลย ไม่ได้รู้จักชาร์ลส์อย่างที่ปิแอร์รู้จักด้วยซ้ำ เขาเอาเรื่องนี้ไปพูดกับชาร์ลส์เพื่อกันไม่ให้คนอ่อนกว่าติดอยู่ในการชิงดีชิงเด่นไร้สาระ ชาร์ลส์ไม่จำเป็นต้องลดตัวไปอยู่ระดับเดียวกับแม็กซ์

ชาร์ลส์กอดปิแอร์ด้วยแขนข้างเดียวและบอกว่าเขา "เหมือนอัศวินเลย" ตามด้วยยิ้มอวดลักยิ้มที่ลบความสงสัยทุกอย่างออกไปจากใจปิแอร์จนหมด

"ฉันไม่สนหรอกว่าแม็กซ์จะคิดยังไง" ชาร์ลส์ยักไหล่ และปิแอร์ก็รู้สึกว่าเขาเองก็ไม่แคร์เหมือนกัน

______________________

ผ่านไปแปดการแข่งขัน แต่ชาร์ลส์ก็ยังไม่ลากปิแอร์ไปฟังเรื่องแฟนใหม่ ทำให้ปิแอร์เริ่มที่จะคิดว่าเทวดานางฟ้ากำลังเป็นใจให้เขาจริงๆ

ตลอดสุดสัปดาห์ ปิแอร์คิดแต่ว่าจะชวนชาร์ลส์ไปเดท ไม่ใช่ชวนไปกินข้าวแบบที่เพื่อนทำกัน ที่บางครั้งจะมีเพื่อนคนอื่นๆ หรือพี่ชายน้องชายของชาร์ลส์มาด้วย แต่เป็นเดทจริงๆ ที่จะทำให้เราก้าวข้ามอะไรก็ตามระหว่างกันที่เราไม่พูดถึงมาเป็นปีไปซักที

ปิแอร์วางแผนไว้หมดแล้ว เขาเลือกร้านอาหารและทุกอย่างไว้เรียบร้อย แต่โฮมเรซของหนุ่มฝรั่งเศสจบลงด้วยหายนะ เริ่มที่ควอลิฟายได้ต่ำกว่าแม็กซ์ห้าที่ (ส่วนชาร์ลส์ได้ออกสตาร์ทแถวเดียวกันกับแม็กซ์ ซึ่ง... เยี่ยมไปเลย) ตามด้วยการแข่งที่แย่กว่าควอลิฟายไปอีก ปืแอร์ได้มาแต้มเดียว ในขณะที่แม็กซ์พลาดโพเดียมไปเพราะชาร์ลส์

ปิแอร์ดีใจที่ชาร์ลส์มาหาเขาที่ห้องในโรงแรมทันทีหลังฉลองโพเดียมเสร็จ เขายอมให้ชาร์ลส์กอดปลอบโดยไม่ลังเล ปิแอร์อยู่ในอ้อมกอดของชาร์ลส์นานกว่าที่เคยนิดหน่อย เพราะมันทำให้ปิแอร์รู้สึกผิดหวังน้อยลงเล็กน้อย

ชาร์ลส์มีอิทธิพลแบบนี้กับปิแอร์เสมอ

ปิแอร์อยากชวนชาร์ลส์ไปเดทเดี๋ยวนั้น แต่ก็นั่นแหละ ตอนนั้นยังดูไม่เหมาะ ปิแอร์อยากชวนชาร์ลส์ตอนที่เขาชนะและมีความสุข ไม่ใช่ตอนที่เขาแพ้และผิดหวัง

เอาไว้ครั้งหน้าละกัน ปิแอร์สัญญากับตัวเอง

______________________

ปิแอร์รู้ว่าไม่ช้าก็เร็ว ความตึงเครียดระหว่างชาร์ลส์กับแม็กซ์จะระเบิดออก เหมือนการต่อสู้ระหว่างน้ำแข็งกับไฟ ทั้งสองคนผลัดกันแพ้ผลัดกันชนะ เป็นเปลวไฟที่หลอมน้ำแข็งจนละลายและความเยือกเย็นที่แช่แข็งได้แม้กระทั่งเปลวเพลิงบนสนามแข่ง เรื่องราวระหว่างแม็กซ์กับชาร์ลส์ทั้งโหดเหี้ยมและสวยงาม และเป็นเรื่องราวที่ปิแอร์หวังว่าเขาจะสามารถฝังทิ้งลงดินได้หมด

ด้วยเหตุผลอะไรซักอย่าง ปิแอร์ลืมไปทุกทีว่าเขาและแม็กซ์ต่างรู้จักชาร์ลส์มาเกือบทั้งชีวิตเหมือนกัน

(แต่แม็กซ์ไม่ได้รู้จักชาร์ลส์จริงๆ นี่)

ถ้าเป็นเมื่อก่อน แม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่นคงพูดว่าไม่อยากเชื่อว่าตัวเองจะมีคู่แข่ง ตอนเด็กๆ ไม่มีซักคนในหมู่พวกเขาที่แข่งคาร์ทติ้งกับแม็กซ์ได้ ไม่แม้กระทั่งชาร์ลส์ที่ดูจะใกล้เคียงกับคำว่าคู่แข่งของแม็กซ์ที่สุด คำว่าคู่แข่งจะใช้ได้ก็ต่อเมื่อคนที่แข่งด้วยมีค่าพอเท่านั้น

แม็กซ์แทบจะไม่มองชาร์ลส์ตอนขึ้นมาขับให้เซาเบอร์ในฟอร์มูล่าวันซีซั่นแรกของชาร์ลส์เลย เป็นปิแอร์ต่างหากที่อยู่ตรงนั้น คอยให้ความมั่นใจและคำชม ซึ่งชาร์ลส์ก็ไม่ได้ต้องการสิ่งเหล่านั้นจริงๆ หรอก แม็กซ์ไม่สนใจ ณ ตอนนั้น แต่ตอนนี้ทุกอย่างกลับต่างออกไป ชาร์ลส์กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง เป็นที่รักและเป็นคนโปรด เป็นคนเดียวที่หยุดแม็กซ์ได้

“พวกนั้นเชื่อคำพูดของหมอนั่นเหมือนคนโง่”

การแขวะชาร์ลส์กลายเป็นงานอดิเรกของแม็กซ์ และเหมือนว่าเจ้าตัวจะไม่สังเกต (หรือไม่ก็ไม่สนใจ) ว่าปิแอร์ทำตาเขียวใส่ ปิแอร์ปกป้องชาร์ลส์เสมอ แต่ไม่ใช่เพราะชาร์ลส์ปกป้องตัวเองไม่ได้ แต่เพราะเขาปล่อยให้แม็กซ์พูดว่าชาร์ลส์เป็นคนไม่เพอร์เฟคต์และมีข้อบกพร่องเหมือนพวกเขาไม่ได้ต่างหาก

“ทำไมนายถึงเกลียดชาร์ลส์นักนะ” ปิแอร์เคยถามแม็กซ์ครั้งหนึ่ง

คนเด็กกว่าดูตกใจจริงๆ กับคำถามของเขา ตาสีฟ้าเบิกกว้างด้วยความงุนงง “ฉันไม่ได้เกลียดชาร์ลส์” แม็กซ์พูดในที่สุด “ชาร์ลส์เป็นคนเดียวที่เหมือนฉัน มันแค่น่ารำคาญที่ทุกคนคิดว่าหมอนั่นเป็นเทวดาน้อยๆ ซึ่งมันไม่ใช่ ชาร์ลส์ไม่ใช่คนเพอร์เฟคต์แบบที่นายคิด สิ่งเดียวที่สำคัญต่อชาร์ลส์ เลอแคลร์คือชาร์ลส์ เลอแคลร์” แม็กซ์ฟังดูมั่นใจมากซะจนเกือบจะใกล้เคียงการดูถูก คำพูดของแม็กซ์ดูจริงจังเสมอเมื่อพูดถึงชาร์ลส์ ชาร์ลส์คนเดียวเท่านั้น “ถ้าหมอนั่นต้องชนใครซักคนเพื่อที่จะชนะละก็ หมอนั่นชนแน่ ต่อให้เป็นนายก็ตาม ฉันก็จะทำแบบเดียวกัน”

“นายคิดผิดแล้ว” นายแค่เดาเท่านั้นแหละ นั่นมันนาย ไม่ใช่ชาร์ลส์

แม็กซ์ส่ายหัว “ความต่างระหว่างฉันกับหมอนั่นคือฉันไม่ทำเหมือนตัวเองเป็นคนดีต่างหาก”

ความจองหองของแม็กซ์กวนใจปิแอร์ มีแค่แม็กซ์ แม็กซ์ที่มองชาร์ลส์นับครั้งได้ตลอดหลายปีที่ผ่านมา แม็กซ์ที่สุดท้ายแล้วก็ยอมรับว่าชาร์ลส์มีค่ามากพอให้สนใจ หลังชาร์ลส์กลายเป็นดาวรุ่งพุ่งแรง มีแค่แม็กซ์ที่ทะนงตัวและอวดดีเท่านั้นแหละที่กล้าพอที่จะพูดถึงใครซักคนผิดๆ แบบนั้น

ปิแอร์ภูมิใจ อย่างที่เขาควรจะภูมิใจ เมื่อเพื่อนรักของเขาหมดความอดทนที่จะเป็นหนุ่มน้อยแสนน่ารักและอ่อนหวาน ความตึงเครียดระหว่างชาร์ลส์กับแม็กซ์พุ่งไปถึงจุดสูงสุดตลอดกาลก่อนที่เพื่อนร่วมทีมของปิแอร์จะเอารถไปชนกับชาร์ลส์ตอนที่เหลืออีกสามรอบจะจบการแข่งขันที่ออสเตรียซะอีก

ปิแอร์ไม่เคยเห็นชาร์ลส์โมโหร้ายขนาดนี้มาก่อน ชาร์ลส์ไม่รอให้นักข่าวออกไปหมดด้วยซ้ำ คนเด็กกว่าดึงเขาไปคุยด้วยตรงใกล้ๆ กับ parc ferme ดวงตาสีเขียวเต็มไปด้วยความเจ็บปวดและโกรธเกรี้ยว แต่ในขณะเดียวกันชาร์ลส์ก็ดูมีชีวิตชีวาและสวยงามเหลือเกิน

ปิแอร์ดันหัวของชาร์ลส์ให้ซบลงกับซอกคอของตัวเอง เขารู้สึกได้ถึงลมหายใจที่ไม่มีความสุขที่มากระทบผิว

“บางครั้งฉันก็เกลียดหมอนั่นจริงๆ นะ” ชาร์ลส์พึมพำอย่างโกรธๆ ใส่ไหล่ของปิแอร์ “มันไม่ควรหรอก แต่ตอนนี้ฉันเกลียดหมอนั่นจริงๆ”

ปิแอร์กอดชาร์ลส์แน่นขึ้นเล็กน้อยก่อนจะตัดสินใจ เขาจะรอซัก 2-3 ชั่วโมงให้ชาร์ลส์จัดการความผิดหวังและความโกรธก่อน และก่อนที่พวกเขาจะออกจากออสเตรีย ปิแอร์จะขอชาร์ลส์ไปเดทซักที

______________________

ปิแอร์กำลังเตรียมตัวออกจากมอเตอร์โฮมเพื่อไปหาชาร์ลส์ตอนที่เขาได้ยินเสียงเบาๆ โกรธๆ

มอเตอร์โฮมของปืแอร์อยู่ติดกับแม็กซ์ หนุ่มฝรั่งเศสก้าวออกไปข้างนอกเงียบๆ เขาปิดประตูก่อนจะแอบมองจากมุมมอเตอร์โฮมเพื่อหาที่มาของเสียง

ชาร์ลส์

ปิแอร์ยืนนิ่งอยู่กับที่ รู้ดีว่าถ้าเขาเข้าไปใกล้กว่านี้ ทั้งแม็กซ์และชาร์ลส์ที่กำลังเถียงกันอย่างดุเดือดจะรู้ตัว

ชาร์ลส์หันหลังให้ปืแอร์ ในขณะที่แม็กซ์ยืนอยู่ตรงทางเข้ามอเตอร์โฮมของตัวเองด้วยสีหน้าไม่พอใจ แม็กซ์พูดขัดเมื่อชาร์ลส์พูดไปได้พักหนึ่ง และถึงแม้ว่าปืแอร์จะไม่ได้ยินว่าแม็กซ์พูดอะไร เขาก็รู้ว่าแม็กซ์ใช้น้ำเสียงเยาะเย้ย แน่นอนว่าชาร์ลส์ได้ยินแบบเดียวกัน เพราะชาร์ลส์เดินเข้าไปผลักอกแม็กซ์

มันไม่ใช่การผลักที่แรงอะไร แต่ก็ยังแสดงให้เห็นถึงความโกรธของชาร์ลส์ที่ปิแอร์ไม่เคยเห็นมาก่อน ชาร์ลส์ไม่เคยน็อตหลุดขนาดนี้ และนั่นก็มากพอที่จะทำให้แม็กซ์ก้าวออกมาจากทางเดินก่อนจะดันคนอายุน้อยกว่าไปติดกับกำแพงมอเตอร์โฮมอย่างรุนแรง

ด้วยตำแหน่งที่เปลี่ยนไป ปิแอร์เลยเห็นหน้าชาร์ลส์ที่มีทั้งความโกรธ ความหงุดหงิด และอย่างอื่น แววตาคู่นั้นเหมือนท้าให้แม็กซ์ต่อยตีให้จบๆ ไปเลย

แล้วชาร์ลส์ก็พูดอะไรบางอย่าง บางอย่างที่ทำให้แม็กซ์โกรธจริงๆ เพราะทันใดนั้น แม็กซ์ก็ขยุ้มเสื้อชาร์ลส์แล้วดันอีกฝ่ายเข้ากำแพงอย่างไม่เบาเท่าไหร่

ปิแอร์ก้าวออกไปครึ่งก้าว พร้อมที่จะปกป้องเพื่อนของตัวเองเพราะตอนนี้แม็กซ์ทำเกินไปแล้ว แต่เขากลับต้องนิ่งไปเมื่อเห็นว่าแม็กซ์ไม่ได้ขยับเข้าไปใกล้เพื่อต่อยชาร์ลส์

บางอย่างที่ไม่เคยถูกพูดถึง แต่ปิแอร์เคยเห็น ปรากฏขึ้นบนหน้าของชาร์ลส์พริบตาหนึ่งก่อนแม็กซ์จะดึงชาร์ลส์เข้าไปจูบอย่างแรง

จูบนั้นดูดุดันจากมุมที่ปิแอร์มอง ท่าทางของแม็กซ์ที่ทั้งกระหาย ทั้งควบคุม ทำให้แม็กซ์เหมือนจะกลืนชาร์ลส์เข้าไปอยู่แล้ว จูบนั้นไม่มีความโรแมนติกเลยซักนิด

ปิแอร์คิดว่าชาร์ลส์คงรู้สึกตัวว่ากำลังทำอะไรอยู่หลังผ่านไปไม่กี่วินาที เพราะชาร์ลส์ผลักนักขับเรดบูลส์ออกจากตัวในที่สุด แม็กซ์ดูมั่นใจน้อยลงหลายอึดใจเพราะถูกชาร์ลส์ถลึงตาใส่ และถึงแม้แสงตอนพระอาทิตย์จะตกดินมีไม่มาก แต่ปิแอร์ก็เห็นว่าริมฝีปากก็ชาร์ลส์บวมแดงขนาดไหน

ไม่นานนัก ลมหายใจของปิแอร์ก็ถูกขโมยไปอีกครั้งเพราะคราวนี้เป็นชาร์ลส์ที่เริ่มก่อน ร่างประเปรียวนั้นพุ่งไปข้างหน้าก่อนจะคว้าใบหน้าของแม็กซ์ไว้ด้วยมือทั้งสองข้าง มีเพียงการตอบสนองที่ว่องไวเหมือนแมวของแม็กซ์เท่านั้นที่กันไม่ให้เจ้าตัวล้มลงบนพื้นยางมะตอย

ครั้งนี้เป็นชาร์ลส์ที่ผลักและกลืนแม็กซ์ด้วยจูบร้อนแรงที่เป็นทุกอย่างนอกจากความลังเล แม็กซ์ไม่ได้ผลักอีกคนออก มือข้างหนึ่งของคนแก่กว่าประคองอยู่เหนือสะโพกของชาร์ลส์ ในขณะที่อีกข้างสอดไปตามเรือนผมสีน้ำตาลยุ่งเหยิง ท่าทางของแม็กซ์ดูปกป้องและใกล้ชิดเกินไป

ทั้งสองคนหายใจแทบไม่ทันเมื่อผละออกจากกัน แม็กซ์และชาร์ลส์จ้องกันเงียบๆ ราวกับว่าไม่เชื่อสิ่งที่ตัวเองเพิ่งทำไปอยู่พักหนึ่ง

ชาร์ลส์ยิ้มเขินๆ ตาสีเขียวคู่นั้นเป็นประกายแม้จะมองจากมุมที่ปิแอร์ยืนอยู่ ไฟแห่งความโกรธยังไม่มอดสนิท แต่ความปรารถนาที่รุนแรงก็เผาไหม้อยู่ไม่ต่าง

มือของแม็กซ์บนหลังชาร์ลส์ที่กระชับแน่นขึ้นอย่างหวงๆ ไม่หลุดรอดสายตาของปิแอร์ นักขับเรดบูลส์กระซิบบางอย่างใส่หูชาร์ลส์ที่พยักหน้าน้อยๆ หลังจากนั้นไม่นาน แม็กซ์ก็คว้ามือชาร์ลส์ก่อนจะดึงอีกคนเข้าไปในมอเตอร์โฮม

ประตูปิดลงเงียบๆ ไล่หลังทั้งคู่ และในที่สุดปิแอร์ก็คิดได้ว่าเขาควรจะหายใจ

______________________

ปิแอร์ได้ยินเสียงประตูมอเตอร์โฮมของแม็กซ์ผ่านหน้าต่างที่เปิดไว้ครึ่งหนึ่งตอนมืดมากแล้ว

ชาร์ลส์โผล่ออกมาก่อนด้วยผมที่ยุ่งเหยิงไม่ต่างจากเสื้อผ้าพร้อมรอยช้ำที่ถูกปกเสื้อบังไว้ครึ่งหนึ่ง ซึ่งเป็นสิ่งที่ทำให้ไม่ต้องจินตนาการว่าเจ้าตัวและแม็กซ์ทำอะไรมา

แม็กซ์คว้าข้อมือชาร์ลส์เอาไว้เพื่อรั้งไม่ให้อีกคนไปไหน ท่าทางทั้งหมดมีความหวงแหนซ่อนอยู่ ปิแอร์อยู่ใกล้กับทั้งคู่มากกว่าตอนที่เขาอยู่นอกมอเตอร์โฮมของตัวเองก่อนหน้านี้ เขาเลยได้ยินว่าทั้งคู่พูดอะไ

นักขับเฟอร์รารียืนอยู่กับที่ ไม่ยอมให้แม็กซ์ดึงตัวเองเข้าไปหา แม็กซ์เลยบีบข้อมือของชาร์ลส์แน่นขึ้นเล็กน้อย

“ฉันยังไม่ยกโทษให้นายนะ เวอร์สแตพเพ่น”

“ใครบอกล่ะว่าฉันอยากให้นายยกโทษให้” แม็กซ์เย้ยกลับ แต่ก็ยังไม่ปล่อยมือจากชาร์ลส์ บางทีแม็กซ์อาจจะพยายามทิ้งรอยช้ำไว้ให้ชาร์ลส์ (อีกที่) “ฉันไม่ได้ทำอะไรผิด มันเป็นการแข่ง นายรับไม่ได้หรือไงล่ะ”

ชาร์ลส์ดันแม็กซ์ออกเบาๆ แต่เป็นการดันไปงั้นๆ เพราะชาร์ลส์ยังไม่หลุดออกจากมือแม็กซ์ และเจ้าตัวดูไม่พยายามหนีเลยแม้แต่น้อย “บางครั้งนายก็เป็นไอ้งั่งจริงๆ นะ”

ชาร์ลส์หันหลังให้ปิแอร์ เขาเลยไม่รู้ว่าชาร์ลส์หมายความตามที่พูดจริงๆ หรือเปล่า แต่เขาเห็นหน้าแม็กซ์เต็มๆ และหน้าของคนผมบลอนด์ที่อ่อนโยนลงก็ทำให้เขาประหลาดใจ และประหลาดใจมากขึ้นอีกเมื่อชาร์ลส์ดูสบายๆ กับท่าทางของแม็กซ์

แม็กซ์ดึงชาร์ลส์เข้าไปกอด และคราวนี้ชาร์ลส์ไม่ขัดขืน ทั้งคู่กอดกันอย่างอ่อนโยนและเต็มไปด้วยความรักอยู่พริบตาหนึ่ง ต่างจากจูบที่เต็มไปด้วยความเร่าร้อนไม่กี่ชั่วโมงก่อนหน้าอยู่มากโข

ทั้งคู่ดูไม่เต็มใจเท่าไหร่นักตอนผละออกจากกัน แม็กซ์เป็นคนที่พูดขึ้นมาก่อน “ฉันอยากเจอนายอีก”

แน่นอนว่าแม็กซ์ก็ยังเป็นแม็กซ์ที่ตรงไปตรงมาและขวานผ่าซากซะเหลือเกิน

แม็กซ์ไม่รอให้ชาร์ลส์ตอบกลับ คนผมทองโน้มตัวเข้าหา ทำให้ชาร์ลส์ต้องหลับตาในขณะที่ยอมให้แม็กซ์จูบเบาๆ ที่สันกราม หน้าผาก และปลายจมูกเป็นที่สุดท้าย มันคงจั๊กจี้นิดหน่อย เพราะชาร์ลส์หัวเราะคิกคัก แม็กซ์เลยยิ้มก่อนจะจูบชาร์ลส์ซ้ำที่ปลายจมูก

แม็กซ์ตั้งใจจูบซ้ำเพื่อที่จะได้ยินชาร์ลส์หัวเราะคิกคักแน่ๆ และคนเด็กกว่าก็ไม่ทำให้ผิดหวัง ชาร์ลส์ย่นจมูกอย่างน่ารัก แม็กซ์ที่ได้เห็นอย่างนั้นก็ยิ้มกว้างขึ้น

ปืแอร์รู้สึกเหมือนมีอะไรซักอย่างที่น่าเกลียดเกาะอยู่บนอกของเขา เขาอยากหยุดมองภาพของแม็กซ์กับชาร์ลส์ แต่เขาทำไม่ได้

หลังจากช่วงเวลาที่ยาวนานเหมือนตลอดกาลสำหรับปิแอร์ผ่านไป ชาร์ลส์ก็ผละออกจากแม็กซ์และหมุนตัวเตรียมกลับออกไป ปิแอร์เห็นดวงตาสีเขียวที่เป็นประกายคู่นั้นแว้บๆ

ชาร์ลส์ทำเหมือนเจ้าตัวกำลังเดินอยู่บนปุยเมฆ คนเด็กกว่าหันมามองแม็กซ์เป็นครั้งสุดท้ายเพื่อให้คำสัญญา “A la prochaine แม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่น”

ไว้เจอกันอีกนะ

ชาร์ลส์มองตรงไปข้างหน้า ทิ้งทั้งแม็กซ์ ทั้งปิแอร์ไว้ข้างหลัง ก่อนจะลับสายตาไป

 

______________________

ชาร์ลส์ไม่เคยปิดบังอะไรก็ตามจากปิแอร์ มันอาจจะเป็นความหวังลมๆ แล้งๆ หรือการปฏิเสธความจริง แต่ปิแอร์หวังว่าชาร์ลส์จะไม่พูดถึงแม็กซ์ให้เขาฟัง ชาร์ลส์เล่าเรื่องความสัมพันธ์ในอดีตที่ล้มเหลวให้ปิแอร์ฟังตลอด เพราะงั้นถ้าชาร์ลส์ไม่พูดถึงแม็กซ์ มันอาจจะหมายความว่าระหว่างทั้งคู่ไม่มีอะไรเลย

พวกเขาอยู่ที่สนามบินและกำลังรอไฟล์ทของแต่ละคนอยู่ตอนที่มือถือของชาร์ลส์สั่น ตามด้วยหน้าจอที่สว่างขึ้นเพราะแจ้งเตือนจาก Whatsapp

ข้อความจาก “Max Emilian 🔥”

ชาร์ลส์ที่กำลังเล่าเรื่องตลกเกี่ยวกับความลุงของเซบหยุดกลางคันเมื่อเห็นแจ้งเตือน ตาสีเขียวโตขึ้นด้วยความดีใจก่อนที่เจ้าตัวจะพ่นลมออกทางจมูกเบาๆ ซึ่งคงไม่รื่นหูเท่าไหร่ถ้าคนอื่นทำ

ผ่านไปอึดใจหนึ่ง ชาร์ลส์ก็หันจอมือถือเพื่อโชว์มีมที่ถูกแคปหน้าจอไว้ให้ปิแอร์ดู มันเป็นมีมที่ตลกใช้ได้ แต่เขากลับขำไม่ออก ปิแอร์อยู่กับชาร์ลส์มานานพอที่จะเห็นแจ้งเตือนจากชื่อที่ชาร์ลส์เมมไว้ทุกแบบบนหน้าจอ มันเป็น “Pierre Gasly” “Lando Norris” และ “Sebastian Vettel” มาตลอด ไม่มีชื่อเล่น ไม่มีอิโมจิ เพราะว่าชาร์ลส์เมมชื่อในมือถือไว้อย่างเป็นระเบียบเสมอ

ชาร์ลส์ยังคงหัวเราะเมื่อหันจอมือถือกลับไป

“นายกับแม็กซ์...” ปิแอร์ถามในที่สุด

ชาร์ลส์ยิ้มอายๆ ใส่เขา และถ้าปิแอร์ไม่จ้องอยู่ เขาคงไม่ทันเห็นความตื่นเต้นที่สว่างวาบขึ้นบนหน้าของชาร์ลส์

“อย่าขำฉันนะ!” รอยยิ้มของชาร์ลส์ทำให้คำพูดของเจ้าตัวดูจริงจังน้อยลง “ฉันไปหาหมอนั่นหลังแข่งเสร็จ ฉันรู้ว่านายบอกไม่ให้ฉันทำแบบนั้น แต่ฉันโมโหมากๆ นี่ พร้อมต่อยแม็กซ์เลยล่ะ แล้ว... ไอ้ที่อยากต่อยมันก็กลายเป็นอีกอย่าง และแม็กซ์อาจจะไม่ใช่คนที่แย่ที่สุดในโลกก็ได้”

ชาร์ลส์พูดออกมาอย่างง่ายๆ ซะจนปืแอร์เกือบเชื่อแล้วว่าระหว่างชาร์ลส์กับแม็กซ์ก็แค่การสปาร์คที่จะเกิดขึ้นครั้งเดียวเท่านั้น

“นายเลือกแม็กซ์จากคนทั้งหมดบนโลกอ่านะ” ปิแอร์พยายามแล้ว แต่เขาก็ไม่สามารถซ่อนความผิดหวังจากน้ำเสียงได้

ชาร์ลส์ดันเข้าใจผิดว่าความผิดหวังนั้นคือการไม่ยอมรับอีกคนของปิแอร์ “แม็กซ์ไม่ได้แย่ขนาดนั้นนะ แล้วพวกเราก็แค่เล่นสนุกนิดหน่อยเท่านั้นเอง” ชาร์ลส์เสริมยิ้มๆ “ฉันโสดมาเป็นเดือนๆ แล้ว แล้วแม็กซ์ก็ฮ็อตดี แบบ โคตรฮ็อต...”

“โอ้ย ไม่ต้องเล่ารายละเอียดให้ฉันฟังหรอก”

“อย่าทำเรียบร้อยนักเลย” ชาร์ลส์หัวเราะก่อนจะทำปากยื่นอย่างซนๆ ใส่ปิแอร์ “มองในแง่ดี แม็กซ์อยู่ที่เดียวกันกับฉันทุกเรซ แฟลตที่โมนาโกก็ห่างจากของฉันแค่ 20 นาที แถมหมอนั่นคงไม่เอาฉันไปขายที่ไหนด้วย”

“แล้วแง่ร้ายล่ะ”

ชาร์ลส์เอียงหัวอย่างใช้ความคิด “ก็... แม็กซ์ก็ยังเป็นไอ้งั่ง...” ชาร์ลส์พ่นลมจากจมูกอีกครั้ง แต่ยังยิ้มอยู่ “ฉันคงหาคนที่เพอร์เฟคต์ทุกอย่างไม่เจอหรอกมั้ง”

“เรื่องระหว่างนายกับหมอนั่นต้องจบแบบอลังการงานสร้างแน่ๆ” ปิแอร์อยากให้ชาร์ลส์เห็นความเป็นจริงเหลือเกิน “นี่เรากำลังพูดถึงแม็กซ์อยู่นะ”

แค่นี้ก็น่าจะพอแล้วให้ชาร์ลส์เข้าใจ แต่หน้าของคนเด็กกว่ายังดูงงๆ จนหนุ่มฝรั่งเศสหงุดหงิด

“หมอนั่นจะทำนายเจ็บซักวัน”

ปิแอร์ไม่ชอบใจเลยที่ชาร์ลส์หัวเราะเบาๆ

“แม็กซ์พยายามชนฉันให้หลุดแทร็กมาตลอดอยู่แล้วนี่ ฉันรู้แหละว่าหมอนั่นทำอะไรได้” ชาร์ลส์ยิ้มซุกซนก่อนจะหัวเราะ “นั่นแหละมั้งที่สำคัญ เราต้องเริ่มจากการต่อสู้แบบเบิ้มๆ ก่อน ไปเริ่มจากจุดต่ำสุดเลยอะ เราจะได้ไม่คาดหวังมากไง”

ชาร์ลส์กำลังนึกสนุกและปิแอร์ก็รู้ว่ามันไม่มีประโยชน์ที่จะเปลี่ยนใจชาร์ลส์

เหมือนทุกครั้งนั่นแหละ

เป็นอีกครั้งที่ปิแอร์เต็มใจจะเล่นเกมแห่งการรอคอย เพราะไม่ต้องสงสัยเลยว่าภายในไม่กี่อาทิตย์หรือไม่กี่เดือน (เขาขอเดาว่าไม่กี่อาทิตย์) ปิแอร์จะได้เป็นไหล่อุ่นๆ ให้ชาร์ลส์ร้องไห้ใส่ เป็นอ้อมแขนที่คอยปลอบประโลมเมื่อความสัมพันธ์ของชาร์ลส์พังทลายอย่างเลี่ยงไม่ได้

อย่างน้อยปิแอร์ก็สบายใจได้ว่าแม็กซ์กับชาร์ลส์จะมีเหตุผลให้เลิกกันมากกว่าให้รักกันเสมอ

"ไม่ว่าอะไรจะเกิดขึ้น ฉันอยู่ตรงนี้นะ"

มีอีกหลายพันอย่างที่ปิแอร์อยากพูดออกไป แต่เขาหาคำที่เหมาะไม่ได้ซักที

______________________

มันไม่ง่ายขึ้น แถมยังเจ็บกว่าเดิมอีกต่างหาก

เยอรมนีคือหายนะที่แท้จริง ปิแอร์แข่งไม่จบหลังชนกับอเล็กซ์ การขับรถเรดบูลส์เป็นฝันร้ายของปิแอร์ เขาไม่เคยขับเจ้ารถจุกจิกนี่ได้ดี แม้ว่าจะปรับเซ็ตอัพรถหลายต่อหลายครั้ง หรือกระทั่งพยายามปรับให้เหมือนแม็กซ์ รถก็ยังขับแทบไม่ได้ ปิแอร์ได้ยินเสียงกระซิบอย่างไม่พอใจในโรงรถ แม้ว่าทีมจะคิดว่าพวกเขาพูดแอบๆ แล้วก็เถอะ และการที่ Golden boy ตลอดกาลอย่างแม็กซ์ชนะการแข่งก็ไม่ช่วยเขาเลยซักนิด

ชาร์ลส์เองก็แข่งไม่จบเพราะสนามที่ลื่นเช่นกัน

ปิแอร์คิดว่าเขากับชาร์ลส์น่าจะปลอบกันและกันได้ แต่เขาถูกบังคับกลายๆ ให้ไปกินมื้อเย็นกับทีมเพื่อฉลองให้กับแม็กซ์ซะก่อน

แปลกดีที่แม็กซ์สนุกกับมื้อเย็นน้อยพอๆ กับที่ปิแอร์สนุก หนุ่มดัตช์เช็คมือถือและขอตัวไปโทรศัพท์หลายครั้ง ก่อนที่ของหวานจะถูกเสิร์ฟ แม็กซ์ก็อ้างอย่างสุภาพแต่จริงจังว่าตัวเองเหนื่อยเพื่อขอตัวออกจากงานเลี้ยง

ปิแอร์มีมารยาทพอที่จะลาคริสเตียนอย่างที่ควรจะทำก่อนจะอ้างแบบเดียวกันกับแม็กซ์ เขาขึ้นแท็กซี่ออกจากงานหลังแม็กซ์ออกไปไม่กี่นาที

ตอนปิแอร์ออกจากลิฟต์ในโรงแรม แม็กซ์เดินนำเขาอยู่ 20 เมตรบนทางเดินที่นำไปสู่ห้องพักในโรงแรม แต่แม็กซ์ไม่ได้อยู่คนเดียว

มีคนนั่งอยู่บนพื้นหน้าประตูห้องแม็กซ์ ถึงจะถูกฮู้ดโอเวอร์ไซส์คลุมไว้ แต่เป็นชาร์ลส์ไม่ผิดแน่ ตาสีเขียวที่กระตือรือร้นนิดๆ แต่ในขณะเดียวกันก็หมองหน่อยๆ มองตามแม็กซ์และไม่สังเกตเห็นปิแอร์เลยซักนิด

หนุ่มดัตช์หยุดยืนตรงหน้าหนุ่มโมนาโก ก่อนจะดึงอีกฝ่ายให้ลุกขึ้นยืนอย่างไม่ต้องใช้ความพยายามมากนัก แม็กซ์ถอนหายใจเบาๆ ด้วยความโล่งอกหลังดึงชาร์ลส์เข้ามากอด คนเด็กกว่าจมตัวเองลงในอ้อมกอดของแม็กซ์อย่างเป็นธรรมชาติ ราวกับเจ้าตัวทำแบบนี้มาแล้วหลายครั้ง ชาร์ลส์หลับตาลง สีหน้าไม่พอใจเมื่อครู่ดูดีขึ้น

"ไม่เห็นต้องเทปาร์ตี้มาเลย" ชาร์ลส์พึมพำในขณะที่ผละออกจากแม็กซ์อย่างไม่เต็มใจเพื่อให้คนสูงกว่าหยิบคีย์การ์ดมาเปิดประตู

"นายดูอารมณ์ไม่ดีนี่" แม็กซ์ตอบกลับสั้นๆ เหมือนว่านั่นอธิบายทุกอย่างและพอแล้วที่จะทำให้แม็กซ์ทิ้งปาร์ตี้ฉลองชัยชนะของตัวเอง

ชาร์ลส์หอมแก้มแม็กซ์เร็วๆ ก่อนจะเดินผ่านประตูห้องที่เปิดเรียบร้อยแล้วเข้าไป และถึงแม้จะอยู่ห่างออกไป 20 เมตร แต่ปิแอร์ก็เห็นว่าเพื่อนร่วมทีมของเขาหน้าแดงน้อยๆ แล้วจึงเข้าห้องตามชาร์ลส์ไป

______________________

ปกติแล้วสปาเป็นหนึ่งในสนามที่ปิแอร์ชอบที่สุด แต่เขาแทบจะทำใจให้จดจ่อกับสนามนี้ไม่ได้เลยตอนที่เขาลงจากเครื่องบิน ปิแอร์จำเป็นต้องใส่ใจทุกๆ วินาที เพราะการที่จู่ๆ เขาต้องลงมาขับให้โทโร่รอสโซ่มันประหลาดเอามากๆ แถมยังทำให้เขาทั้งผิดหวัง ทั้งโกรธด้วย

ข่าวของอองตวนที่กระจายไปทั่วแพดด็อกจึงเป็นสิ่งที่ปิแอร์ทนไม่ได้ เขารู้สึกเหมือนสิ่งสุดท้ายที่ทำให้เขาไม่เป็นบ้าไปซะก่อนพังทลายลง ในวินาทีนั้น ปิแอร์นึกเกลียดกีฬานี้ เกลียดความลุ่มหลงที่มีอิทธิพลต่อชีวิตเขามาเป็นสิบๆ ปี เกลียดการแข่งขันไม่หยุดหย่อนที่ขโมยมิตรภาพและความปกติไปจากชีวิตของเขา เกลียดการต่อสู้กับความสงสัยในตัวเองที่ไร้จุดจบ เกลียดเครื่องยนต์ของเรดบูลส์ที่ไม่ยอมแพ้ให้ใครหน้าไหน เกลียดทุกคนที่ทำให้มันขับเคลื่อนต่อไปอย่างไร้ความปราณี ไม่ว่าจะเป็นคริสเตียน เฮลมุท มาร์โค แม็กซ์ เกลียดทุกคนนั่นแหละ

ปิแอร์คิดถึงอองตวนเหลือเกิน อองตวนที่ใส่หมวกกันน็อคสีส้มและฝันถึงสิ่งเดียวกันกับเขา สิ่งที่เด็กคนอื่นหัวเราะเยาะ คิดถึงตอนที่เขา ชาร์ลส์ เอสเตบัน และอองตวนไล่ตามความฝันตอนแข่งคาร์ทติ้งที่ฝรั่งเศสด้วยกัน

ปิแอร์กำมือแน่นจนเล็บจิกผิวและได้เลือด ถ้าไม่ทำแบบนี้ เขาคงจะกรีดร้องออกมา เพราะอองตวนควรจะได้รับอะไรที่มากกว่าการยืนไว้อาลัย

แต่เขาก็ยืนเงียบๆ อยู่ตรงนั้นกับคนอื่นๆ เขาสัมผัสได้ถึงความเสียใจที่แผ่ออกมาจากทุกคน แต่ถึงอย่างนั้น ปิแอร์กลับโกรธมากกว่าเสียใจ

ความฝันนี้มันไม่คุ้มซักนิด ปิแอร์อยากจะบันดาลโทสะออกมา

ความฝันนี้มันอันตรายเกินไป ความฝันนี้พรากไปหลายสิ่งหลายอย่างเหลือเกิน

ปิแอร์มองไปที่ชาร์ลส์ ถึงแม้น้ำตาจะทำให้เขาเห็นแค่โครงร่างของอีกคน (แต่เขาก็ไม่ได้ปล่อยให้น้ำตาไหลออกมา) ดวงตาสีเขียวที่มองพื้นดูเคร่งขรึมและไม่โฟกัสอะไรไปพร้อมๆ กัน ชาร์ลส์เหมือนจมอยู่ในความคิดของตัวเอง ปิแอร์สงสัยว่าชาร์ลส์กำลังคิดถึงคุณพ่อหรือฌูลส์อยู่หรือเปล่า

ปิแอร์อยากเดินไปหาชาร์ลส์และบอกว่าเขาเข้าใจดี

เมื่อการยืนสงบนิ่งจบลง ปิแอร์เห็นแม็กซ์เดินผ่านทีมเรดบูลส์ไปอยู่ข้างๆ ชาร์ลส์ไม่กี่วิ มือของแม็กซ์ปัดผ่านมือของคนเด็กกว่าในขณะที่เจ้าตัวกระซิบอะไรบางอย่างที่น่าจะยาวแค่คำหรือสองคำ แล้วก็เดินจากไป แม็กซ์ทำทั้งหมดในระยะเวลาที่สั้นซะจนไม่มีใครสนใจ ยกเว้นปิแอร์

หลังจากแม็กซ์หายไปในกลุ่มคน ชาร์ลส์ก็เงยหน้ามาสบตากับเขา ดวงตาสีเขียวที่ไร้รอยน้ำตามีแต่ความมุ่งมั่น เหมือนเจ้าตัวได้พบกับความสงบที่ปิแอร์ไม่มีทางเจอ

______________________

ชาร์ลส์ชนะและอุทิศมันให้อองตวน

ดวงตาสีเขียวนั้นไม่ไร้รอยน้ำตาอีกแล้ว เพราะทั้งหมดนี้ก็มากเกินไปสำหรับเจ้าตัวเช่นกัน ชัยชนะแรกของชาร์ลส์ไม่ได้เกี่ยวกับการแข่งขันเท่านั้น ภาพถ่ายที่ออกมาก็เพอร์เฟคเกือบจะทุกอย่าง เพื่อนในวัยเด็กที่กลายมาเป็นอัจฉริยะแห่งเฟอร์รารีกอดแม่ของเพื่อนผู้จากไปที่กำลังโศกเศร้าเอาไว้และอุทิศชัยชนะครั้งแรกให้กับเพื่อนที่โตมาด้วยกัน

ไม่รู้ว่าทำไม แต่แม้กระทั่งเรื่องนี้ เรื่องที่เป็นอีกโศกนาฏกรรม ยังกลายเป็นส่วนหนึ่งของตำนานเกี่ยวกับชาร์ลส์ เลอแคลร์ การแข่งขันจำเป็นต้องมีผู้ชนะให้เรื่องราวสมบูรณ์ และผู้ชนะคนนั้นไม่มีทางเป็นปิแอร์ เขาไม่ใช่วีรบุรุษที่กวีจะเขียนลำนำถึงอยู่แล้ว

วีรบุรุษคนนั้นคือชาร์ลส์เสมอ และจะเป็นชาร์ลส์ตลอดไป

ปิแอร์ควรจะเกลียดชาร์ลส์เพราะอย่างนี้ ติดที่ว่าเขารักและให้ชาร์ลส์เป็นวีรบุรุษในเรื่องราวของตัวเขาเองไปแล้ว

ครั้งนี้ชาร์ลส์มากอดปิแอร์ ไม่ใช่แม็กซ์ เพราะพวกเขาเศร้าโศกเรื่องเดียวกัน ช่วงเวลานี้จึงเป็นของพวกเขาเท่านั้น ตอนที่คนเด็กกว่าอยู่ในอ้อมแขน ปิแอร์ปล่อยให้ตัวเองจินตนาการว่าเขาและชาร์ลส์จะเป็นคนแรกของกันและกันเสมอ ไม่มีใครแทรกกลางระหว่างพวกเขาได้

ภาพลวงตานั้นหายไปเมื่อชาร์ลส์ผละออกจากอ้อมแขนของเขา

ปิแอร์เคยเห็นสีหน้าแบบนี้มาแล้ว ความพร้อมจะกลับมาเป็นเหมือนเดิมอันไม่สั่นคลอน แม้โลกจะโบยตีอีกกี่ครั้ง ชาร์ลส์ก็เรียนรู้ที่จะเอาชนะมัน ไม่ใช่คร่ำครวญ

ความเจ็บปวดแบบเดียวกันนี้จะจมคนอื่นลง ฉันรู้สึกเหมือนจะจมน้ำเลย ปิแอร์อยากจะตะโกนออกมา

ในโลกของชาร์ลส์ ไม่มีสิ่งใดเป็นนิรันดร์และไม่มีใครที่จะอยู่ด้วยไปตลอด บางทีอาจจะมีแค่ชัยชนะเท่านั้นที่จะเติมเต็มหลุมเท่าปล่องภูเขาไฟในใจชาร์ลส์ได้

"ฉันก็แค่ว่ายบนความเจ็บปวด" ชาร์ลส์เคยพูดไว้

แล้วมันก็เป็นอย่างนั้น ปิแอร์ถอยกลับไปรวมกับคนอื่นๆ เพราะเขาเป็นแค่อีกตัวละครสนับสนุนในละครเรื่องนี้ เขามองชาร์ลส์ชูถ้วยและชี้นิ้วขึ้นไปบนท้องฟ้าเพื่อแสดงการอุทิศให้อองตวน

แม็กซ์ยืนห่างออกไปไม่กี่เมตร ตาสีฟ้าที่เยือกเย็นเหมือนเคยไม่ทรยศความคิดของเจ้าของเท่าไรนัก แต่วิธีที่แม็กซ์มองคนที่ยืนอยู่บนขั้นสูงสุดของโพเดียมดูจริงจังแบบแปลกๆ

ปิแอร์เกือบจะเชื่อแล้วว่าระหว่างแม็กซ์กับชาร์ลส์ไม่ใช่เกมที่ดุดันหรืออะไรก็ตามที่แม็กซ์สลัดไม่หลุด ว่าชาร์ลส์ไม่ใช่ถ้วยรางวัลแสนพิเศษหรือสิ่งยิ่งใหญ่ที่แม็กซ์พิชิตมาได้และเอาไปอวดคนนู้นคนนี้ก่อนจะโยนทิ้ง

แต่ปิแอร์ก็ไม่ชอบสีหน้าของแม็กซ์อยู่ดี เพราะสิ่งที่แสดงออกมาเหมือนกับว่านี่เป็นครั้งแรกในชีวิตที่แม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่นเจอใครบางคนที่อยู่ในระดับเดียวกัน ใครบางคนที่สามารถท้าทายพรหมลิขิตที่กำหนดให้แม็กซ์เป็นคนที่เก่งที่สุดในรุ่น หรือกระทั่งคนที่เก่งที่สุดตลอดกาลอย่างที่เจ้าตัวคิดมาตลอด

นี่ไม่ใช่นิยายรัก แต่เป็นสนามรบต่างหาก ปิแอร์คิดได้ในที่สุด

______________________

ชาร์ลส์ยังคงมีลักยิ้ม ตาที่เป็นประกาย และเสียงหัวเราะเขินๆ อยู่ แม้กระทั่งตอนที่ทิโฟสิ้เป็นพันๆ ตะโกนชื่อชาร์ลส์และเรียกชาร์ลส์ว่า Il Predestinato ชาร์ลส์ เลอแคลร์ที่มอนซ่าเป็นสิ่งที่หลุดมาจากความฝัน สง่างามและไม่มีอะไรมาหยุดได้

ถึงอย่างนั้น ปิแอร์ก็อดห่วงชาร์ลส์ไม่ได้ เขารู้ว่าความตื่นเต้นที่ได้จากชัยชนะจากไปไวขนาดไหน รู้ว่าชาร์ลส์จะไล่ตามชัยชนะครั้งต่อไปยังไง รู้ว่าชาร์ลส์ไม่สามารถอยู่นิ่งๆ ได้นานพอที่จะซึบซาบชัยชนะของตัวเองทุกอณู

แม็กซ์เป็นส่วนหนึ่งของปัญหา ความสงบไม่เคยปรากฏอยู่ในการเคลื่อนไหวของทั้งคู่ มีแค่ชาร์ลส์และแม็กซ์ที่วิ่งไล่กันไปรอบๆ ท้าทายให้อีกคนทำให้ดีกว่า ไม่เคยหยุดพักเพื่อรักและชื่นชม

ความโกรธที่แผ่ออกมาจากอดีตเพื่อนร่วมทีมของปิแอร์นั้นชัดจนเกือบจะมองเห็นได้ที่มอนซ่า เขาเห็นมันจากสายตาของแม็กซ์ที่มองชาร์ลส์อย่างเคร่งเครียดและไม่ละไปทางอื่น ปิแอร์อาจจะจินตนาการมากไปนิด แต่เขาขออธิบายอารมณ์ที่แม็กซ์แสดงออกมาว่าความพยาบาท มากกว่าจะอธิบายว่าความรัก

ปิแอร์อยากจะเตือนชาร์ลส์ ติดที่เขาไม่รู้จะพูดยังไง

(บางทีเขาก็พูดออกไปอยู่ดี แต่ชาร์ลส์ก็แค่ยิ้ม ทำเหมือนมันเป็นเรื่องขำๆ แล้วก็ส่ายหัวเบาๆ แค่นั้น)

คำกล่าวหาของปิแอร์ฟังดูตลกแม้กระทั่งกับตัวเขาเอง เขาไม่มีอะไรมาสนับสนุนความกังวลพวกนี้เลยนอกจากสัญชาตญาณ แถมชาร์ลส์ยังออกอาการปกป้องแปลกๆ ทุกทีที่พูดถึงแม็กซ์อีกต่างหาก

บางครั้งปิแอร์ก็สะดุ้งตื่นกลางดึก ครึ่งหนึ่งของหัวใจหวังว่าชาร์ลส์ที่ใจสลายและต้องการการปลอบโยนจะโทรมาหา ปิแอร์อยากให้ชาร์ลส์ตื่น แต่เขาก็ได้แต่รอเสียงโทรศัพท์ที่ไม่เคยดังขึ้น

______________________

ที่สิงคโปร์ ปิแอร์เห็นบางอย่างที่ทำให้เลือดเย็นเฉียบ

เขาและชาร์ลส์ยังคงมีธรรมเนียมเล็กน้อยระหว่างกัน เช่น หลัง free practice จบลง พวกเขาจะเล่นเกมที่เล่นด้วยกันมานาน อย่างการเตะบอลกันไปมาและพยายามให้ลูกบอลอยู่กลางอากาศให้ได้นานที่สุด

ความชื้นในเย็นวันนั้นทำให้หายใจลำบากและเหงื่อก็ไหลลงจากคอของปิแอร์ก่อนหน้านั้นนานแล้ว เขาต้องหยุดเตะบอลเพื่อถอดเสื้อยืดชุ่มเหงื่อออก คนเด็กกว่าเลียนแบบเขาด้วยการโยนเสื้อของตัวเองลงพื้น

แน่นอนว่าปิแอร์เคยเห็นชาร์ลส์ถอดเสื้อมาก่อน แต่ครั้งนี้ไม่ใช่ร่างกายที่ผ่านการออกกำลังกายมาอย่างดีที่ดึงสายตาเขาเอาไว้ หนุ่มฝรั่งเศสเห็นรอยช้ำรูปนิ้วมืออยู่บนสะโพกข้างหนึ่งของชาร์ลส์ และอีกรอยเล็กๆ สีเข้มกว่าและหายดีกว่าตรงสะโพกที่ไหปลาร้า รวมไปถึงรอยช้ำรูปเดียวกันที่เพิ่มจำนวนขึ้นและรอยข่วนใหม่ๆ ตรงซี่โครงด้านล่าง ร่องรอยเหล่านั้นทั้งชัดเจนและน่าเกลียดอยู่บนผิวสีอ่อนไร้ตำหนิ

ปิแอร์ไม่ขยับไปรับบอลที่ชาร์ลส์เตะมา บอลเลยกระดอนผ่านเขาไปชนกับรถเข็นจนเกิดเสียงก้องไปทั่ว

“มีอะไรหรอ” ชาร์ลส์ถามงงๆ

จั๊กจั่นส่งเสียงเบาๆ อยู่ในพื้นหลัง แต่ปิแอร์ไม่ได้ยินอะไรเลยนอกจากความโกรธที่อื้ออึงในหู “หมอนั่นทำนายเจ็บหรอ”

คำถามของเขาเซอร์ไพร์สชาร์ลส์จริงๆ คนเด็กกว่าเหมือนตัวการ์ตูนตอนที่ตาสีเขียวเบิกกว้างด้วยความไม่อยากเชื่อหลังได้ยินคำถาม ความเงียบอันน่าอึดอัดผ่านไปพักหนึ่งก่อนที่ชาร์ลส์จะหัวเราะลั่นจนไหล่สั่นตัวงอ

“อะไรเล่า ปิแอร์ ไม่อยู่แล้ว!” ชาร์ลส์แทบจะพูดไม่เป็นคำเพราะมัวแต่หัวเราะ

ไม่กี่วิหลังจากนั้น ชาร์ลส์ก็ดึงสติกลับมานิดหน่อยหลังเห็นว่าปิแอร์ไม่หัวเราะ จริงๆ คือไม่ยิ้มเลยด้วยซ้ำ “นายน่ารักจัง” ชาร์ลส์ถอนหายใจ

คนผมสีน้ำตาลโน้มตัวมาหอมแก้มปิแอร์เบาๆ ทั้งๆ ที่ยังไม่หยุดหัวเราะ

“ชาร์ลส์…” ตาของปิแอร์กวาดตามองตัวและหน้าของอีกคนอย่างละเอียดเพื่อที่จะหาร่องรอยอื่นๆ ก่อนจะกลับมาสบกับตาสีเขียวสดใสที่มองอยู่

“เพียร์…” ชาร์ลส์ยิ้มเทวดาใส่เขา “นายก็รู้ แม็กซ์ไม่มีวันทำฉันเจ็บหรอก”

ปิแอร์คิดถึงมอนซ่า คิดถึงสายตาที่แม็กซ์ใช้มองชาร์ลส์ แล้วก็รู้สึกตัวเย็นเฉียบ ถึงแม้ว่าสิงคโปร์จะอบอ้าวก็ตาม

“นายมีแต่รอยช้ำ จะให้ฉันคิดยังไงล่ะ”

“ไม่ได้มีแต่รอยช้ำซักหน่อย” ชาร์ลส์เถียงพลางกลอกตา “ฉันว่านายไม่อยากรู้รายละเอียดหรอกว่ารอยพวกนี้มาได้ยังไง” ชาร์ลส์พูดต่อด้วยน้ำเสียงซุกซน “แต่ฉันยืนยันนะว่าไม่เจ็บอะไรเลย มีแต่ความสุ—“

“พอแล้ว!” ปิแอร์สำนึกแล้วที่เริ่มบทสนทนานี้ เพราะเขาไม่ต้องการข้อมูลที่ลึกถึงระดับภาพแน่ๆ “ลืมที่ฉันถามไปเถอะ แล้วก็ไม่ต้องเล่ารายละเอียดด้วย”

คนเด็กกว่ายังคงหัวเราะอยู่ตอนที่วิ่งผ่านปิแอร์ไปเก็บลูกบอลที่ไม่มีใครสนใจ “ฉันหมายความอย่างที่พูดนะ Calamar นายน่ารักจริงๆ ปกป้องฉันเกิ๊น”

เขาทำหน้าตลกๆ ใส่ชาร์ลส์ ใจหนึ่งรู้สึกโล่ง แต่อีกใจก็ยังกังวล

ปิแอร์รู้สึกโล่งเพราะความจริงใจ ความงุนงงอย่างปิดไม่มิด และการที่ชาร์ลส์ดูตกใจจริงๆ ที่ปิแอร์กล่าวหาแม็กซ์ ไม่ว่าความสัมพันธ์อันยุ่งเหยิงระหว่างชาร์ลส์กับแม็กซ์จะเป็นยังไง อย่างน้อยมันก็ไม่ท็อกซิกขนาดนั้น

แต่ปิแอร์ก็ยังกังวลหลังจากได้เห็นรอยช้ำทั้งหมด ไม่ว่าแม็กซ์จะมีความสุขกับชาร์ลส์แบบไหน มันก็ดูเป็นความสุขที่มากกว่าที่แม็กซ์สมควรได้รับ แม็กซ์ไม่มีสิทธิ์ที่จะแสดงความเป็นเจ้าเข้าเจ้าของชาร์ลส์แบบนี้ ไม่มีสิทธิ์ที่จะจับชาร์ลส์แรงๆ ทำให้ชาร์ลส์มีตำหนิและกลายเป็นอะไรที่น้อยกว่าความไม่มีที่ติที่ไม่ถูกแตะต้อง

และยิ่งกังวลมากไปอีกเพราะชาร์ลส์เชื่อหมดใจว่าแม็กซ์จะไม่มีทางทำให้ตัวเองเจ็บ

______________________

งานออกสื่อของเรดบูลส์เป็นเรื่องจำเป็น ยาวนานและน่าเบื่อ

ปิแอร์ ดานิล อเล็กซ์ และแม็กซ์อยู่ระหว่างแต่งหน้าทำผม พวกเขาเลยแซวกันไปมาเพื่อให้เวลาผ่านไปไวขึ้น

ปิแอร์แค่ถูกหวีผมเร็วๆ ตอนถูกเรียกไปทำผม อเล็กซ์เลยแซวว่าเขาดูดีไปหมดทุกอย่าง ตอนนั้นเองที่ปิแอร์หลุดปากไป “อย่าซื่อบื้อนักเลย อเล็กซ์ ทุกคนรู้หมดแหละว่าคนที่ดูดีที่สุดในกริดคือชาร์ลส์”

คำพูดทั้งหมดหลุดออกไปก่อนที่ปิแอร์จะมีโอกาสได้ทบทวน

“ปิแอร์ เขารู้กันหมดแล้วว่านายชอบชาร์ลส์!” อเล็กซ์หัวเราะพลางถองดานิล ในขณะที่แม็กซ์เงยหน้าขึ้นจากโทรศัพท์มาเลิกคิ้วใส่สิ่งที่อเล็กซ์พูด

การเลิกคิ้วเปลี่ยนเป็นสีหน้ารำคาญเล็กน้อย จากนั้นแม็กซ์ก็เลิกมองแล้วก้มไปพิมพ์อะไรในโทรศัพท์เหมือนเดิม

ปฏิกิริยาของแม็กซ์ หรือจริงๆ คือการที่แม็กซ์แทบไม่มีปฏิกิริยาเลย กวนใจปิแอร์ เขาไม่เข้าใจว่าทำไมแม็กซ์ที่อ้างได้ว่าตัวเองเป็นแฟนชาร์ลส์ถึงไม่รู้สึกอะไรกับความคิดที่ว่ามีคนอื่นมาชอบแฟนตัวเอง

แม็กซ์ไม่สนใจ ไม่หึงเลยจริงๆ หรอ

ปิแอร์ไม่ได้คิดต่อ เพราะจู่ๆ พวกเขาก็ถูกขัดจังหวะด้วยเสียงแหลมๆ ของริงโทนที่ดังมาจากมือถือแม็กซ์ เจ้าของมือถือนั่งตัวตรงทันที ชั่วพริบตาเดียวแม็กซ์ก็ดูตื่นตัวมากกว่าที่เป็นมาทั้งวัน หน้ากากอันเย็นชาดูอ่อนโยนขึ้นเล็กน้อยก่อนที่เจ้าตัวจะกดปุ่มรับสายซะอีก

ปิแอร์คิดว่าคนที่โทรมาคงเป็นแม่หรือไม่ก็น้องสาวของแม็กซ์ ติดที่ว่าแม็กซ์คุยเป็นภาษาอังกฤษ ไม่ใช่ภาษาดัตช์

อเล็กซ์และดานิลเปลี่ยนไปคุยเรื่องอื่นและขยับไปอีกทาง ทิ้งแม็กซ์ไว้กับมือถือ แต่ปิแอร์ยังต้องนั่งอยู่บนเก้าอี้แต่งหน้า เขาจึงอยู่ใกล้แม็กซ์มากพอที่จะได้ยินสิ่งที่อีกฝ่ายพูดอย่างเลี่ยงไม่ได้

“ขอโทษที กำลังวุ่นๆ อยู่น่ะ schat (**ขอไม่แปลคำนี้เพื่อความอินค่ะ เป็นภาษาดัตช์ เท่ากับภาษาอังกฤษว่า darling, dear, sweetheart .////. แนะนำให้เอาไปใส่ Google Translate แล้วฟังว่าออกเสียงยังไง ถ้าอยากอินกว่าเดิม)” เขาได้ยินแม็กซ์พึมพำ “แต่จองไฟล์ทกลับบ้านได้ไวกว่าที่คิดนะ เสร็จตรงนี้แล้วเดี๋ยวส่งรายละเอียดให้”

เหมือนว่าคนปลายสายกำลังพูดอยู่ แม็กซ์เลยเงียบไปหลายวิ

“ไม่ ไม่ต้องมารับฉันเลย เพราะฉันคงไปถึงโคตรเช้า เดี๋ยวเรียกแท็กซี่…” แม็กซ์ถูกขัดจังหวะอีกครั้ง จากนั้นเจ้าตัวก็อุทานอย่างโกรธๆ แต่ริมฝีปากกลับยกยิ้มนิดๆ “โอเค ก็ได้ๆ” ฟังแล้วเหมือนนักขับเรดบูลส์จะรู้ว่าตัวเองเอาชนะปลายสายไม่ได้ “babe ไม่ลืมรดน้ำต้นไม้ใช่ไหม”

แม็กซ์หัวเราะใส่ปลายสายที่เสียงดังขึ้นด้วยความไม่พอใจ ปิแอร์ประหลาดใจไม่น้อยเมื่อเห็นว่าแม็กซ์ดูเด็กลงขนาดไหน “ฉันไม่ซื้อพลูฉีกให้นายอีกแล้วนะถ้าต้นนี้ตาย—“ เงียบไปอีกอึดใจหนึ่ง “เวรเถอะ ฉันรู้น่าว่านั่นต้นลิ้นมังกร”

ปลายสายยังพูดเรื่อยเปื่อยอีกพักหนึ่ง รอยยิ้มบนหน้าแม็กซ์ไม่จางลงเลยแม้แต่น้อย ปิแอร์ได้ยินบทสนทนาเกี่ยวกับวอฟเฟิล การปรับเปียโน และอื่นๆ เกี่ยวกับต้นไม้ที่เหี่ยวที่เขาจับใจความไม่ได้เท่าไหร่นัก

แม็กซ์คุยโทรศัพท์ต่อไปอีกประมาณ 10 นาที ก่อนที่เจ้าหน้าที่จะมาตามพวกเขาออกไป แม็กซ์ที่ดูผิดหวังอยู่ไม่น้อยพยักหน้าเป็นเชิงรับรู้ “ต้องไปแล้ว schatje (**ความหมายเหมือนคำว่า schat ค่ะ แต่เป็นคำเต็ม เหมือน baby กับ babe)”

หลังปลายสายตอบอะไรที่ปิแอร์ฟังไม่รู้เรื่องกลับมา ตาของแม็กซ์ก็หยีลงนิดหน่อยในขณะที่เจ้าตัวพูด “Tu me manques aussi (ภาษาฝรั่งเศส แปลว่าคิดถึงเหมือนกัน)”

ภาษาฝรั่งเศสของแม็กซ์ห่างไกลจากคำว่าเพอร์เฟคต์และติดสำเนียงดัตช์ แต่ถึงอย่างนั้น แค่ฟัง ปิแอร์ก็รู้ว่าแม็กซ์พูดประโยคนี้บ่อย

แม็กซ์วางสายและเมื่อเห็นว่าปิแอร์กำลังมองอยู่ สีหน้าอ่อนโยนจึงเปลี่ยนเป็นเฉยเมยแทบจะทันที

______________________

“นายแฮปปี้ไปกับฉันใช่ป่ะ”

แสงอาทิตย์ส่องผ่านขนตาของชาร์ลส์ เจ้าของตาสีเขียวไม่เคยดูเหมือนเทวดาและปีศาจไปพร้อมๆ กันขนาดนี้มาก่อน ขนาดที่ว่าปิแอร์ต้องกดความรู้สึกอยากดึงอีกฝ่ายเข้ามาจูบเอาไว้

ฉันจะรู้สึกแบบนั้นได้ยังไง

แต่คำพูดทั้งหมดกลับติดอยู่ในคอของปิแอร์

“ฉันไม่อยากเสียนายไป” ปิแอร์พูดออกไปแทน

“ไม่มีทางอยู่แล้ว” ชาร์ลส์ให้สัญญา สัญญาที่ปิแอร์อยากจะเชื่อเหลือเกิน

______________________

แม็กซ์กับชาร์ลส์ต่อสู้กันเหมือนคู่รักที่ไม่ลงรอยกันบนสนามแข่ง ทุกๆ โอเวอร์เทค ทุกๆ การป้องกันถูกคำนวณมาเป็นอย่างดีเพื่อให้อีกฝ่ายเจ็บลึกไปถึงขั้วหัวใจ

แววตาของแม็กซ์ที่จ้องมองชาร์ลส์ด้วยความจริงจังซะจนปิแอร์เย็นสันหลังไม่เคยหายไปไหน

ถ้าเป็นก่อนหน้านี้ ปิแอร์อาจจะอธิบายว่าแววตานั้นเกิดจากความริษยาและความพยาบาท แต่จริงๆ แล้ว แววตาของแม็กซ์ไม่สามารถอธิบายด้วยคำคำเดียวได้ เพราะมันเหมือนจะบอกว่า ฉันเผาที่นี่ให้ราบเป็นหน้ากลองหรือทลายโลกนี้ให้เป็นผงจนเหลือแค่ฉันกับนายก็ยังได้ เพราะนั่นเพียงพอแล้ว

______________________

เขาไม่ได้โทษแม็กซ์จริงๆ หรอก

ถ้าเขาได้เป็นแฟนชาร์ลส์ซักวัน เขาก็คงไม่ปล่อยชาร์ลส์ไปเหมือนกัน

บางทีเขาอาจจะไม่ใช่คนแพ้ แม็กซ์เองก็กำลังเล่นเกมที่เจ้าตัวจะต้องแพ้

คุณไม่สามารถเปืดใจให้ชาร์ลส์และพยายามมีตัวตนในชีวิตที่มีเสน่ห์ของเจ้านั่น แล้วรอดพ้นจากการตกหลุมรักอย่างถอนตัวไม่ขึ้นได้

วันที่แม็กซ์ยอมให้ชาร์ลส์เข้าไปในมอเตอร์โฮม วันที่แม็กซ์ยอมให้ชาร์ลส์มีที่ยืนในชีวิต ตอนนั้นแม็กซ์ไม่รู้เลยว่าเขาแพ้ในการต่อสู้ครั้งนี้แล้ว

______________________

ในเวลาที่ปิแอร์อยากจะใจร้ายกับตัวเอง เขาจะคิดถึงเรซแห่งความโชคร้ายที่ฝรั่งเศส

จะเป็นอย่างไงถ้าเขาไม่สนใจความผิดหวังและขอชาร์ลส์เดทตั้งแต่ตอนนั้น ถ้าเขาไม่รอแบบที่รอมาตลอดหลายปี ถ้าเขาไม่ทิ้งโอกาสทั้งหมดที่มีไป

เมื่อเหตุการณ์ที่ออสเตรียเกิด ทุกอย่างก็สายไปแล้วสำหรับปิแอร์

ถ้าเอาเหตุการณ์ที่เกิดไปเทียบกับการขับรถของพวกเขา มันก็เป็นการเปรียบเทียบที่แย่พอตัว ในขณะที่ทุกคนระวังตัวและคำนวณทุกอย่าง แม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่นกลับเผาทุกสิ่งที่เจ้าตัวผ่านเหมือนดาวหางติดไฟโดยไม่สนผลลัพธ์ แม็กซ์ต้องการชาร์ลส์และต้องมีชาร์ลส์ให้ได้

โอกาสทั้งหมดที่เสียไปคือสิ่งที่ทรมานปิแอร์ เขาไม่มีทางรู้เลยว่าจะเป็นยังไงถ้าเขาคว้าพวกมันไว้

______________________

ปิแอร์เห็นความสิ้นหวังในอเล็กซ์ เพราะเขาเองก็เคยสัมผัสความรู้สึกนั้น และยังเห็นความอ่อนล้าในเซบาสเตียน เวทเทล

นี่คือราคาที่ต้องจ่ายสำหรับการเข้าใกล้พระอาทิตย์ ถึงวิวจะสวยจนลืมหายใจ แต่เปลวไฟจะเผาผลาญคนที่เข้าใกล้จนกลายเป็นฝุ่นผงในที่สุด

พวกเขาไม่มีความหมายอะไรเลยในเรื่องนี้ นี่คือเรื่องเล่าของคนอื่น พวกเขาแค่ได้นั่งดูที่แถวหน้าสุดเท่านั้นเอง

______________________

ฤดูกาลสิ้นสุดลงพร้อมๆ กับการที่ความตื่นเต้นจากการแข่งขันและตารางอันยุ่งเหยิงค่อยๆ ถูกแทนที่โดยจังหวะสบายๆ ของเบรคฤดูหนาว ปิแอร์สงสัยเหมือนกันว่ารอยร้าวในความสัมพันธ์ระหว่างแม็กซ์กับชาร์ลส์จะเริ่มมีให้เห็นเลยหรือเปล่า เมื่อไม่มีการแข่งขันเป็นกันชนให้ ปิแอร์ก็ได้แต่ถามตัวเองว่าระหว่างแม็กซ์กับชาร์ลส์มีอะไรเหมือนกันมากน้อยแค่ไหน

ปิแอร์บินไปหาเพื่อนรักก่อนคริสต์มาส เขาไม่ได้มาที่แฟลตของชาร์ลส์หลายเดือนแล้ว แต่การหาทางไปก็ไม่ใช่เรื่องยาก ปิแอร์ได้รับการต้อนรับอย่างอบอุ่นด้วยอ้อมกอดจากเจ้าของแฟลต

เขาสังเกตได้ง่ายๆ เลยว่าแม็กซ์ไม่อยู่

ปิแอร์ถือโอกาสมองไปรอบๆ ตอนที่ชาร์ลส์เข้าไปในห้องครัว คนเด็กกว่าไม่ได้แต่งห้องใหม่ซะทีเดียว แต่ปิแอร์ก็เห็นการเปลี่ยนแปลงเล็กๆ น้อยๆ มากมายที่ทำให้เขารู้สึกไม่คุ้นกับแฟลตนี้

แผ่นโลหะที่แกะสลักว่า #essereFerrari ยังคงอยู่บนตู้เย็นโครเมียม พร้อมกับตุ๊กตาวัวสีแดงที่ถูกตั้งเอียงๆ ไว้ข้างๆ กระดานดำเล็กๆ ที่มีตารางรดน้ำต้นไม้เขียนไว้อย่างดีด้วยชอล์กวางอยู่บนเคานเตอร์ในครัว ต้นไม้ที่ว่าถูกวางไว้อย่างดีบริเวณที่แดดส่องถึง ทุกต้นมีป้ายชื่อสีสดใสติดไว้ ไม่ว่าจะเป็น "คริสเตียน" "มัตเธีย" "เฮลมุท มาร์โคขี้โมโห" ไปจนถึง "ป๊ะป๋าเซบ"

ที่ตั้งเด่นอยู่บนโต๊ะกาแฟในห้องรับแขกคือแจกันดอกทิวลิปสีส้ม ตัดกับหมวกเฟอร์รารีสีแดงที่วางอยู่ข้างๆ กันเล็กน้อย สเวตเตอร์เรดบูลส์สีน้ำเงินและเทาถูกวางทิ้งอยู่หลังโซฟารูปตัวแอล ปิแอร์ทิ้งสเวตเตอร์แบบเดียวกันไว้ที่ไหนซักแห่งในส่วนลึกของตู้เสื้อผ้า

ยังมีความเปลี่ยนแปลงอื่นๆ อีก มีรองเท้าผ้าใบที่ไม่ใช่ของชาร์ลส์วางอยู่หน้าประตู กุญแจแอสตันมาร์ตินแขวนอยู่ข้างๆ กุญแจรถ Pista Spider 488 ที่ชาร์ลส์รักนักหนา ปิแอร์ยังเห็นแล็ปท็อปสีเงินชาร์จอยู่บนโต๊ะ เขาเองก็เคยมีแล็ปท็อปแบบเดียวกัน ที่เขารู้ว่ามันใช่แบบเดียวกันก็เพราะสติ๊กเกอร์ “ทรัพย์สินของแอสตัน มาร์ติน เรดบูลส์ เรซซิ่ง” น่าเกลียดที่แปะอยู่

ทั้งหมดนี่ไม่มีอะไรที่ทำให้ปิแอร์แปลกใจ ถึงอย่างนั้นมันก็ยังทำเขาเจ็บเหมือนแผลเพิ่งเกิดขึ้นใหม่ๆ

แล็ปท็อป สเวตเตอร์ที่ถูกทิ้งไว้ กุญแจรถ ทั้งหมดอาจเป็นของเขา ที่ร้ายคือทุกอย่างเป็นของเขาด้วย เหมือนกับปิแอร์ได้เห็นส่วนต่างๆ ของตัวเองกระจายอยู่ทั่วอพาร์ตเมนต์นี้ แต่พอมองดูใกล้ๆ ทุกอย่างกลับผิดไปหมด สเวตเตอร์มี #33 เล็กๆ ปักอยู่ที่แขนเสื้อ กุญแจแอสตันมาร์ตินก็เป็นคนละรุ่นกับที่ปิแอร์ได้เป็นของขวัญ เหมือนกับเขาได้มองอีกด้านของจักรวาลที่ถูกบิดเบือนและมืดมิด

ตัวแม็กซ์อาจไม่ได้อยู่ยืนตรงนี้ แต่นักขับเรดบูลส์กลับอยู่ทุกที่ในอพาร์ตเมนต์

ด้วยเหตุผลบางอย่าง ปิแอร์เคยเชื่อเสมอว่าท้ายที่สุดแล้ว เขาจะเป็นคนที่เรียกอพาร์ตเมนต์นี้ว่าบ้าน แต่ฝันนั้นกลับไกลจากเขาไปทุกวัน ทุกวัน

______________________

การประชุมซูมช่วงกักตัวกลายเป็นเรื่องน่าเบื่ออย่างรวดเร็ว เมื่อไหร่ก็ตามที่เฮลมุท มาร์โคพูดเกิน 30 วินาที เมื่อนั้นจะเป็นเวลาที่ปิแอร์อยากเอาเหล็กเขี่ยไฟร้อนๆ แทงตาตัวเองให้ตื่น เขาเกือบใจลอยร้อยเปอร์เซ็นต์แล้วเมื่อถึงเวลาที่นักขับเรดบูลส์และอัลฟ่าทัวรี่ถูกถามทีละคนเกี่ยวกับการซ้อมกับซิมมูเลเตอร์

แม็กซ์ได้พูดเป็นคนสุดท้าย หนุ่มดัตช์ใส่หูฟังนั่งอยู่ที่โต๊ะไม้หน้ากำแพงเปล่าๆ ที่ไม่มีรูป ไม่มีถ้วยรางวัล และไม่มีหมวกกันน็อคให้เห็นในพื้นหลัง การตกแต่งนั้นว่างเปล่าอย่างน่าเจ็บปวดและเหมือนเจ้าตัวตั้งใจให้เป็นอย่างนั้น ตรงข้ามกับตัวแม็กซ์เองที่ดูผ่อนคลายและพึงพอใจอย่างน่าประหลาด ถึงแม้ว่าสภาพกลืนไม่เข้าคายไม่ออกในตอนนี้จะนำมาซึ่งความวุ่นวายและการกักตัวก็ตาม

ปิแอร์ได้ยินความโหยหาในเสียงของแม็กซ์ พวกเขาทุกคนอยากกลับไปแข่ง แต่ในขณะเดียวกันเสียงนั้นกลับมีความสงบ ซึ่งไม่ใช่คำที่ปืแอร์จะใช้อธิบายแม็กซ์บ่อยๆ แฝงอยู่ด้วย

แม็กซ์หยุดพูดกลางคันเมื่อถูกบางสิ่งนอกจอดึงความสนใจไป ริมฝีปากของแม็กซ์หยุดขยับไปสามสี่วินาทีจะสั่นหัวน้อยๆ ชี้ไปที่หูฟัง จากนั้นจึงยิ้มนิดๆ ด้วยความประหลาดใจ

“โทษนะครับ แป๊ปนึง” แม็กซ์ถอดหูฟังและกดปุ่มปิดเสียง

ภาพของแม็กซ์ที่คุยกับคนนอกจอยังปรากฏอยู่บนวิดีโอ แม็กซ์ขยับปากหลังผ่านไปสามสี่วินาที สีหน้าของเจ้าตัวเปลี่ยนจากความอยากรู้ไปเป็นความประหลาดใจไปจนถึงความรักแบบไม่มีอะไรเจือปนที่ทำให้ปิแอร์สิ้นสงสัยว่าแม็กซ์กำลังคุยกับใคร

สิ่งที่เกิดขึ้นยาวไม่เกิน 20 วิก่อนที่แม็กซ์จะเปิดเสียงวิดีโอ ซึ่งไวกว่าที่ควรจะเป็นไปนิดหน่อย

“—อีก 20 นาทีจะกลับมานะ mon amour (ภาษาฝรั่งเศส ตรงกับภาษาอังกฤษว่า my love)”

ปิแอร์รู้จักเสียงนั้นและมันทิ่มแทงเขาราวกับมีด

แม็กซ์ไม่สังเกตว่าตัวเองทำพลาด เช่นเดียวกับคนอื่นๆ ในที่ประชุม หนุ่มดัตช์หันกลับมาสนใจกล้องเต็มที่อีกครั้ง “ก็ อย่างที่ผมพูดไป...”

______________________

เมื่อฤดูกาลใหม่เริ่มต้นขึ้น ปิแอร์ก็รู้ว่าเขาเข้าใจผิดทั้งหมด

เรื่องนอกสนามไม่ใช่สิ่งที่จะทำให้แม็กซ์กับชาร์ลส์มีปัญหากัน ทั้งคู่เป็นนักขับที่แท้จริง การแข่งคือรักแท้และชัยชนะคือความปรารถนาสูงสุด ดังนั้น จึงมีเพียงแค่สนามแข่งที่สามารถดึงแม็กซ์และชาร์ลส์ไปคนละทางกันได้

คนส่วนใหญ่คงพร้อมที่จะจัดปาร์ตี้ให้ชาร์ลส์จากสิ่งที่เจ้าตัวสามารถทำได้กับภัยพิบัติชิ้นล่าสุดของเฟอร์รารี ถ้าเขาไม่ต้องสงวนท่าที ปิแอร์จะอธิบายรถปี 2020 ของเฟอร์รารีว่าเป็นที่สุดของความห่วยแตก แต่ชาร์ลส์ไม่ใช่คนส่วนใหญ่

มันไม่มีความหมายเลยถึงแม้ชาร์ลส์จะลากรถขึ้นโพเดียมได้โดยไม่มีใครคาดคิด หรือได้แต้มทั้งๆ ที่ไม่น่าจะได้ มันไม่มีความหมายเลยถึงแม้นักวิจารณ์จะชื่นชมชาร์ลส์ว่าอยู่เหนือเพื่อนร่วมทีมที่เป็นแชมป์โลกสี่สมัยเป็นไหนๆ

ถ้าปิแอร์ไม่รู้จักชาร์ลส์ดี เขาคงถูกหลอกด้วยรอยยิ้มอย่างสุภาพ การให้สัมภาษณ์แบบนักการทูตและนิสัยอ่อนหวานนั่น

เขารู้จักชาร์ลส์ดีพอที่จะเห็นความโกรธที่เก็บไว้แทบจะไม่อยู่ การควบคุมตัวเองที่แทบจะไม่ไหว และความตึงเครียดที่แทบจะปะทุผ่านผิว

ปิแอร์เห็นสิ่งเหล่านั้นทุกครั้งที่ชาร์ลส์มองแม็กซ์ฉลองชัยชนะบนโพเดียมกับนักขับเมอร์เซเดสโดยไม่มีชาร์ลส์ ความไม่สงบรอบตัวชาร์ลส์เพิ่มมากขึ้นทุกเรซที่ผ่านไป ชาร์ลส์ผลักดันตัวเองเสมอ แต่ตอนนี้ชาร์ลส์ผลักตัวเองแรงเกินไปแล้ว

ปิแอร์เริ่มที่จะคิดแล้วว่าไม่ใช่แม็กซ์หรอกที่จะพังทุกอย่าง บางทีชาร์ลส์นั่นแหละที่จะเป็นชนวนการทำลายตัวเองของทั้งสองคน

______________________

"ฉันควรอยู่บนนั้น"

ปิแอร์ไม่มั่นใจเลยว่าที่ตาของชาร์ลส์ไม่โฟกัสนิดหน่อยนั้นเกิดจากแอลกอฮอล์หรือความผิดหวัง

"ฉันควรได้สู้กับแม็กซ์เพื่อชัยชนะทุกอาทิตย์"

"เดี๋ยวนายก็ได้ทำแบบนั้นอีกน่า" ปิแอร์ยืนยัน ในขณะเดียวกันก็เหมือนพูดกับตัวเองไปด้วย

แต่ชาร์ลส์กลับไม่เห็นด้วยกับคำพูดของปิแอร์ "นี่ไม่ใช่สิ่งที่มันควรจะเป็น ฉันควรทำได้ดีกว่านี้สิ"

ประโยคนั้นเต็มไปด้วยความมั่นใจซะจนปิแอร์อยากจะเขย่าและต่อว่าเรื่องความไม่ยั้งคิดของอีกคน ทำไมชาร์ลส์ถึงกล้าคร่ำครวญเรื่องการหลุดสิบอันดับแรกครั้งเดียว ในขณะที่ปัญหาเกียร์บ็อกซ์ทำให้ปิแอร์แข่งไม่จบด้วยซ้ำ

ในช่วงเวลาสั้นๆ บุคลิกที่ถูกปั้นมาอย่างไร้ที่ติของชาร์ลส์ เลอแคลร์สั่นไหว และปิแอร์ก็ได้เห็นบางอย่างที่เข้ามาแทนที่อย่างเลี่ยงไม่ได้

ชาร์ลส์ที่ห่วงแต่ตัวเอง เอาแน่เอานอนไม่ได้ และยึดมั่นในเป้าหมายคือชาร์ลส์ที่แท้จริง

"ชาร์ลส์ไม่ใช่คนเพอร์เฟคต์แบบที่นายคิด"

"ความต่างระหว่างฉันกับหมอนั่นคือฉันไม่ทำเหมือนตัวเองเป็นคนดีต่างหาก"

บางทีแม็กซ์อาจรู้จักชาร์ลส์ที่แท้จริงมาโดยตลอด

แม็กซ์รู้ดี แต่ก็ยังเลือกอยู่กับชาร์ลส์

ปิแอร์ไม่ได้จมอยู่กับความคิดนี้นานเท่าไหร่นัก เพราะเขาถูกดึงกลับมาที่โลกแห่งความเป็นจริงโดยแรงบีบเบาๆ ที่ท้องแขน "นี่..." ปิแอร์เงยหน้าขึ้นและเห็นว่าชาร์ลส์กำลังมองอยู่ด้วยสีหน้าอ่อนโยนและรู้สึกผิด "เสียใจกับเรซนี้ด้วยนะ Calamar"

มันไม่ควรจะง่ายแบบนี้ เพราะชาร์ลส์ไม่ใส่ใจกับสิ่งที่พูดออก คนเด็กกว่าจะเอ่ยปากขอโทษอย่างสบายๆ เหมือนที่ทำเรื่องอื่นๆ เพราะรู้ดีว่าการขอโทษนั้นง่ายกว่าขออนุญาต

แต่ปิแอร์อยากเชื่อในความจริงใจของชาร์ลส์ แม้ว่ามันจะสวนทางกับความเป็นเหตุเป็นผลก็ตาม เขายอมให้คำขอโทษของชาร์ลส์ปลอบประโลมหัวใจที่เจ็บปวด ที่เขาทำแบบนี้อาจเพราะเขาอยากยึดภาพลวงตาของชาร์ลส์ที่เขาสร้างขึ้นให้นานอีกหน่อย ปิแอร์จะได้หลอกตัวเองว่านี่คือชาร์ลส์ที่แท้จริง ชาร์ลส์ที่เป็นหนุ่มน้อยแสนอ่อนหวาน ใจดีอย่างไม่น่าเชื่อและไม่มีความผิดใดๆ

______________________

เว็บไซต์ทางการของฟอร์มูล่าวันลงบทสัมภาษณ์สั้นๆ ของชาร์ลส์ ไม่มีอะไรใหม่หรือลึกซึ้งในบทสัมภาษณ์นั้น แต่ชาร์ลส์พูดไว้ว่า

ผมถูกสร้างมาให้เป็นแบบนี้ ผมตื่นขึ้นมาและนึกถึงชัยชนะ มันไม่สำคัญเลยว่าผมขับรถอยู่ที่สนามไหนหรือในโอกาสอะไร เพราะผมก็คิดถึงชัยชนะอยู่ดี ตอนผมเข้านอน ผมก็ยังคิดถึงมันอยู่ มันเป็นความหลงใหลน่ะครับ

______________________

ในวันที่ปิแอร์นึกอยากถากถางชาร์ลส์ขึ้นมา เขาก็สงสัยว่าจะมีส่วนใดส่วนหนึ่งของชาร์ลส์ไหมที่ซาบซึ้งในตัวฌูลส์ ไม่ใช่แค่เพราะฌูลส์เป็นพ่อทูนหัวและเป็นเมนเทอร์ แต่เพราะการเสียชีวิตของฌูลส์ด้วย เพราะนั่นคือชิ้นส่วนแรกในซีรีส์โศกนาฏกรรมที่เปลี่ยนให้ชาร์ลส์เป็นอะไรที่มากกว่าสิ่งที่เจ้าตัวจะเป็น หากชาร์ลส์ยังคงเป็นไข่ในหิน ได้รับการปกป้อง และไม่เจ็บปวด

มันเป็นความคิดที่แย่ที่แค่คิดขึ้นมา ปิแอร์ก็ด่าตัวเองแล้ว

 

______________________

การต่อสู้ระหว่างแม็กซ์กับชาร์ลส์เกิดขึ้นอยู่เรื่อยๆ และถึงจุดระเบิดที่สเปน

ปิแอร์มาดื่มกับชาร์ลส์ที่ห้องในโรงแรมของคนเด็กกว่าหลังการแข่งขันจบตอนที่มีคนเคาะประตูไม่หยุด เขาไปเปิดประตูและพบกับแม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่นที่โมโหจนควันออกหูและเดินผ่านเขาเข้าไปในห้องอย่างเก็บความโกรธแทบไม่อยู่

ชาร์ลส์กำลังนอนคว่ำ มือข้างหนึ่งถือไวน์ที่ดื่มไปแล้วครึ่งแก้ว และแทบไม่มองมาทางแม็กซ์เลยด้วยซ้ำ

ความตึงเครียดที่สัมผัสได้ในอากาศทำให้ปิแอร์ผงกหัว "ฉันไปดี--"

"ไม่ต้อง" ชาร์ลส์แย้ง ก่อนจะเงยหน้าขึ้นมามองนักขับเรดบูลส์ตาขวาง "ฉันชวนนายมา แต่ไม่ได้ชวนเขา ถ้ามีใครจะต้องไป ก็ต้องเป็นเขา"

ปิแอร์เกือบจะสงสารเมื่อเห็นความเจ็บปวดบนหน้าของแม็กซ์แว้บๆ แต่ความเจ็บปวดนั้นเปลี่ยนเป็นสายตาเย็นชาที่แม็กซ์แสดงออกมาได้ดีมาโดยตลอดอย่างรวดเร็ว

"อยากให้เป็นแบบนี้ใช่ไหม" แม็กซ์พูดเยาะๆ "ได้ เราทำต่อหน้าปิแอร์เลยก็ได้" แม็กซ์เดินมาที่ปลายเตียงและมองชาร์ลส์ที่ไม่ยอมสบตาด้วย

"ช่วงนี้ฉันทนกับอะไรไม่รู้ของนายอย่างเยอะ ฉันไม่มั่นใจว่าเกิดอะไรขึ้นในสมองเพี้ยนๆ ของนาย เดี๋ยวก็ดีเดี๋ยวก็ร้าย เดี๋ยวก็ไม่สนใจฉัน บอกตรงๆ ว่าเหนื่อย ฉันโคตรเหนื่อยกับการเป็นแบบนี้เลย ชาร์ลส์" ตาของแม็กซ์สว่างพอที่จะเห็นความเหนื่อยล้าในนั้น "แต่วันนี้ โอ้โห วันนี้ นายบ้าไปแล้วจริงๆ-"

"กล้าดียังไง-" ในที่สุดชาร์ลส์ก็ลุกขึ้นด้วยความโกรธ

“-ในบรรดาเรื่องโง่ๆ ทั้งหมดที่นายทำ” แม็กซ์ไม่ใส่ใจคนอายุน้อยกว่า “นี่น่าจะเป็นอันที่แย่ที่สุดและแน่นอนว่าโง่ที่สุด! เอาจริงดิ่ ชาร์ลส์? ขับรถโดยไม่คาดเข็มขัดเนี่ยนะ! บ้าไปแล้วหรือไง นายขับแบบนั้นได้ไงสองรอบ!” แม็กซ์ชูมือขึ้นไปบนอากาศ “นายอยากตายหรือยังไง บอกฉันที”

ชาร์ลส์ลุกขึ้นประจันหน้ากับแม็กซ์ด้วยความโมโห “กล้าดียังไงมาบอกฉันว่าต้องทำอะไร!” ชาร์ลส์กระแทกแก้วไวน์กับโต๊ะ ไม่สนใจของเหลวที่กระจายไปทั่ว “นายไม่มีสิทธิ์ แม็กซ์ ไม่ต้องยืนทำทรง-“

“นายนั่นแหละกล้าดียังไง ชาร์ลส์” แม็กซ์พูดกลับอย่างโมโหไม่ต่างก่อนจะก้าวมาข้างหน้า จมูกของคนที่ทะเลาะกันอยู่เลยแทบจะชนกัน “ถ้ามันมีอะไรเกิดขึ้นล่ะ นายตายได้เลยนะ! นั่นคงเป็นวิธีให้เกียรติพ่อนาย ฌูลส์ แล้วก็อองตวนที่โคตรเจ๋ง” แม็กซ์กำมือแน่นซะจนตัวสั่น

สิ่งที่แม็กซ์ได้รับกลับมามีแค่สายตาที่ทั้งโกรธ ทั้งดื้อดึงของชาร์ลส์ กับความเงียบที่เกิดจากความดื้อด้านนั้น

พอเห็นแล้วว่าชาร์ลส์จะไม่ยอมแพ้แน่ๆ แม็กซ์เลยยอมอ่อนให้นิดหน่อยด้วยความเหนื่อยใจ “ฉันทำแบบนี้ต่อไปอีกไม่ได้แล้วล่ะ” นักขับเรดบูลส์พูดพร้อมถอนหายใจอย่างยอมแพ้

เสียงหัวเราะลั่นที่ไร้ความตลกของชาร์ลส์ที่ดังขึ้นต่อจากนั้นทำให้ปิแอร์ประหลาดใจ “นี่คือสิ่งที่นายอยากจะพูดสินะ” คนเด็กที่สุดพูดเย้ยๆ “ใช่ไหม”

แม็กซ์เลิกคิ้ว สีหน้าผสมกันระหว่างความเจ็บปวดและงุนงง

“ความจริงที่ว่านายกำลังสู้กับลูอิสเพื่อชัยชนะ” ชาร์ลส์พูดต่อ ดูเหมือนเจ้าตัวจะปล่อยความสามารถในการควบคุมตัวเองเฮือกสุดท้ายไปกับลมแล้ว “ในขณะที่ฉันแข่งให้จบยังลำบากเลย มันไม่เหมือนตอนที่พวกเราสู้กันเพื่อชัยชนะทุกๆ อาทิตย์สินะ!”

“นี่นายพูดถึงอะไรอยู่เนี่ย” แม็กซ์อ้าปากค้าง ดูงงอย่างถึงที่สุด

"อย่ามาทำเป็นไม่รู้เลย ฉันไม่ได้โง่นะ!" ชาร์ลส์พูดเสียงดัง "นายคบกับฉันตอนที่ฉันเริ่มเอาชนะนายได้ ตอนที่นายคิดว่าฉันคู่ควรกับความสนใจของนาย นายไม่เคยสนใจฉันเลยตอนฉันขับให้เซาเบอร์หรือตอนที่ฉันแพ้นายสมัยคาร์ทติ้ง" ชาร์ลส์หัวเราะอย่างขมขื่น "แล้วทำไมตอนนี้นายถึงจะแคร์ฉันล่ะ"

การระเบิดอารมณ์ของชาร์ลส์ทำให้แม็กซ์ผงะไป "นายคิดผิดแล้ว" เป็นสิ่งแรกที่แม็กซ์ตอบกลับเสียงดังหลังหาเสียงเจอ "ไม่อยากเชื่อเลยว่านายคิดแบบนั้น"

"ฉันไม่โทษนายหรอก" ชาร์ลส์พูดต่อด้วยเสียงที่แสร้งว่าไม่สนใจที่ปลอมซะจนปิแอร์อยากจะกระชากมันออกมาจากคนเด็กกว่า "นั่นไม่ใช่เหตุผลที่เราทุกคนมาอยู่ที่นี่หรอ เพื่อชนะน่ะ"

แม็กซ์ไม่ตอบคำถามของชาร์ลส์ และนั่นเหมือนยืนยันว่าข้อสันนิษฐานอันเลวร้ายของนักขับเฟอร์รารีถูกต้อง ปิแอร์เห็นแล้วว่าชาร์ลส์สร้างเกราะเพื่อปกป้องตัวเองจากความเจ็บปวดอย่างหลีกเลี่ยงไม่ได้ที่แม็กซ์กำลังจะปาใส่หน้าแล้วเรียบร้อย

เวลาเหมือนเดินช้าลง ทุกวินาทีที่ผ่านไปดูยาวเกินความจริง เลื่อนตอนจบของการเดินทางนี้ไปอย่างแน่วแน่ เหมือนการต่อสู้เป็นพันครั้งเกิดขึ้นในไม่กี่วินาทีก่อนหน้านี้ และทั้งแม็กซ์ ทั้งชาร์ลส์ไม่มีใครพร้อมให้สงครามนี้จบลง

"ใช่ นายพูดถูก" แม็กซ์พูดออกมาในที่สุด นักขับเรดบูลส์หันหนีไปจากคนเด็กกว่า ความเจ็บปวดในน้ำเสียงนั้นไม่มีอะไรเจือปน ทำให้ปิแอร์สงสัยว่าเป็นไปได้ยังไงที่ชาร์ลส์ไม่ได้ยินมัน

เหมือนแม็กซ์ไม่อยากสู้แล้วหลังผ่านไปอีกอึดใจหนึ่ง หนุ่มดัตช์เดินไปทางประตูสองสามก้าว

"นายพูดถูก" แม็กซ์ย้ำเสียงแหบ "ฉันรักชัยชนะ" เขาหยุดพูดเพื่อมองชาร์ลส์อีกครั้งหนึ่ง "แต่ไม่มากเท่าที่ฉันรักนาย"

ชาร์ลส์สูดหายใจเฮือกใหญ่ ปิแอร์เห็นว่าคนตาสีเขียวนิ่งไป หนึ่งวินาทีนั้นสีหน้าของชาร์ลส์ดูว่างเปล่าจนปิแอร์สงสัยว่าคนเด็กที่สุดในห้องได้ยินที่แม็กซ์พูดหรือไหม

"นาย..." เสียงของชาร์ลส์สั่นซะจนปิแอร์รู้สึกปวดไปทั้งอก ราวกับไม่มีส่วนหนึ่งในปิแอร์ที่ไม่รักดีและรอให้ช่วงเวลานี้เกิดขึ้น "ฉัน..."

แม็กซ์ส่ายหัว “ฉันพูดที่อยากไปหมดแล้ว” นักขับเรดบูลส์ชนปิแอร์เบาๆ ระหว่างทางออกไป เพราะเจ้าตัวทนอยู่ในห้องนานกว่านี้ไม่ได้แล้ว

เสียงแสบแก้วหูของประตูที่ปิดลงทำให้ชาร์ลส์รู้สึกตัว

ชาร์ลส์หันมาสบตาปิแอร์ สีหน้าของคนเด็กกว่าไม่แสดงถึงความงุนงงหรือโกรธเกรี้ยวอีกแล้ว ราวกับบางสิ่งเปลี่ยนไปและบางอย่างเผยตัวออกมา เป็นไปไม่ได้เลยที่จะบอกว่านี่คือจุดเริ่มต้นหรือจุดจบของบางเรื่องราว เหมือนชาร์ลส์กำลังยืนอยู่บนหน้าผาและพร้อมที่จะกระโดดไปทั้งสองทาง

แล้วการเปลี่ยนแปลงในเสี้ยววินาทีก็เกิดขึ้น สีทองที่วาบในตาสีเขียวแสดงให้เห็นถึงความมุ่งมั่นครั้งใหม่ที่เกิดจากความหวัง

ชาร์ลส์ใช้เวลาอีกสองสามวินาทีในการตัดสินใจ เมื่อตัดสินใจได้แล้ว นักขับเฟอร์รารีก็เดินอย่างมุ่งมั่นไปที่ประตู ชาร์ลส์หยุดกอดปิแอร์ที่ประหลาดใจกับอ้อมกอดที่ได้รับ

“หมอนั่นพูดแบบนั้นแล้วหนีไปเฉยๆ ไม่ได้นะ” ชาร์ลส์พึมพำ ลมหายใจอุ่นๆ กระทบคอปิแอร์ เมฆหมอกแห่งความสิ้นหวังและความเพิกเฉยที่ทำให้หายใจไม่ออกจางไปราวกับไม่เคยมีอยู่

เมื่อชาร์ลส์ผละออก ปิแอร์ก็เห็นความกระตือรือร้นและความกล้าหาญชัดเจนบนใบหน้าหล่อเหลา แต่ทั้งสองอย่างไม่ได้มีไว้ให้ปิแอร์ เขารู้สึกถึงความอิจฉาที่พุ่งขึ้นมาตอนที่เขาคิดว่าจะมีใครซักคนไหมที่จะคิดถึงเขาอย่างลุ่มหลงขนาดนี้

“นายโอเคนะ” ปิแอร์ถาม

ชาร์ลส์เปิดประตู “เดี๋ยวก็โอเค” แล้วจึงเดินอย่างรวดเร็วผ่านโถงทางเดินไปเพื่อไปหาคนๆ นึง

ประตูปิดลงเป็นครั้งที่สอง ทิ้งปิแอร์ไว้กับความคิดมากมายอันวุ่นวายและหนักอึ้ง

______________________

ปิแอร์สะดุ้งตื่นเพราะเครื่องบินตกหลุมอากาศกะทันหัน

เขาขยับตัวเล็กน้อย พยายามจะหาท่าที่สบายอีกครั้ง เสียงหึ่งๆ ของเครื่องยนต์ทำให้ปิแอร์ง่วงก็จริง แต่เขาหลับไม่ลงเพราะถูกเสียงที่ดังมาจากที่นั่งอีกฝั่งทางเดินกวน

ปิแอร์เห็นแดเนียลม้วนตัวใส่หมอนนิ่มๆ และหลับสนิทอยู่สองแถวข้างหน้าผ่านขนตา ในขณะที่แม็กซ์และชาร์ลส์นั่งหันหน้าหากันและคุยกันเบาๆ อยู่ที่ที่นั่งอีกฝั่งทางเดิน

“คิดอะไรอยู่” ชาร์ลส์กระซิบ

“คิดถึงทุกวิธีที่นายจะชดเชยให้ฉันได้พอเราถึงบ้าน” แม็กซ์หัวเราะหึๆ

ชาร์ลส์ทำเสียงโมโหๆ และสูดจมูกอย่างรังเกียจ “นายแย่ที่สุดเลย” คนเด็กกว่าประท้วงอย่างไม่จริงจังพลางหัวเราะคิกคัก “แล้วก็นะ ฉันเหนื่อยแล้วกับการชดใช้ให้นายทั้งคืนเมื่อวาน” ทั้งสองคนหัวเราะเบาๆ

เสียงกรอบแกรบของเสื้อผ้าดังขึ้นหลังแม็กซ์เอื้อมไปหาชาร์ลส์ที่รับมือไว้โดยไม่ลังเล

“ฉันยังโกรธนายเรื่องไม่คาดเข็มขัดอยู่นะ”

ถึงแม้ว่าตาของปิแอร์เกือบจะปิด แต่เขาเห็นว่าชาร์ลส์หดตัวและสั่นเล็กน้อย แม้จะไม่ยอมปล่อยมือแม็กซ์ “ไม่รู้เหมือนกันว่าตอนนั้นคิดอะไรอยู่ ขอโทษจริงๆ”

“ฉันรู้ว่านายสำนึกแล้ว นี่ก็ไม่ได้อยากให้นายรู้สึกแย่ด้วย แค่...” แม็กซ์ถอนหายใจก่อนจะมองไปทางอื่นเพราะไม่สามารถซ่อนความหงุดหงิดไว้ได้ “ขอเวลาหน่อยละกัน”

ชาร์ลส์พยักหน้า เจ้าของตาสีเขียวยกมือที่จับกันอยู่มาที่ริมฝีปากตัวเอง ก่อนจะจูบมือแม็กซ์อย่างอ่อนโยน แม็กซ์จึงเอานิ้วลูบหน้าชาร์ลส์เบาๆ ก่อนจะดุนผิวนุ่มๆ นั่นอย่างทะนุถนอม

“รู้ไหมว่าทุกคนคิดว่านายโคตรน่ามองเลย”

ยิ้มเขินๆ ที่ชาร์ลส์ส่งให้แม็กซ์นั้นถูกบังไปครึ่งหนึ่งเพราะเจ้าของรอยยิ้มเอนหน้าใส่มือที่กำลังลูบตัวเองอยู่ “แล้วนายไม่เห็นด้วยหรอ”

แม็กซ์หัวเราะเบาๆ ด้วยความรัก “นายเหมือนหลุดออกมาจากฝันเลย babe แต่บอกตรงๆ นั่นคือสิ่งที่น่าประทับใจน้อยที่สุดในตัวนายแล้ว”

ชาร์ลส์งับนิ้วโป้งที่ยังอยู่บนแก้มตัวเองเป็นการเอาคืน ทำให้แม็กซ์ร้องโอ้ย ถึงจะไม่ดึงมือออกก็ตาม “ปีศาจร้าย ไหนบอกฉันสิว่าอะไรที่นายชอบที่สุดในตัวฉัน”

“ตอนนี้น่ะหรอ มีไม่เยอะหรอก เจ้าบ้าน่ากลัว”

“แม็กซ์ เอมิเลียน!”

นักขับเรดบูลส์หัวเราะเบาๆ ให้กับชื่อที่ชาร์ลส์เรียก “ทุกคนคิดว่านายเหมือนเทวดา ชอบวิจารณ์ตัวเอง เป็นลูกหมาแสนล้ำค่าที่ทุกคนต้องโอ๋”

“ก็ใช่น่ะสิ นายไม่เห็นหรือไงล่ะ” ถ้าตาปิแอร์ไม่ได้ปิดอยู่ครึ่งหนึ่งละก็ เขาคงกลอกตาใส่การจีบแบบไม่สนโลกของชาร์ลส์ไปแล้ว

“พวกนั้นคิดผิดอย่างแรงเลย” แม็กซ์พูดต่อพลางเอียงหัวน้อยๆ อย่างใช้ความคิด “นายคือคนที่แกร่งที่สุดที่ฉันรู้จัก อุปสรรคทุกอย่างที่ควรจะทำลายนายกลับทำให้นายเก่งขึ้น นั่นแหละที่ฉันชอบเกี่ยวกับนาย ไม่มีใครหยุดนายได้ อาจจะยกเว้นฉัน ฉันรอให้เฟอร์รารีกลับมาเป็นผู้เป็นคนไม่ไหวแล้ว เพราะว่าถ้าฉันชนะ ฉันก็อยากชนะนาย”

แน่ล่ะว่ามีแม็กซ์คนเดียวเท่านั้นที่สามารถข่มขู่และบอกรักได้ในลมหายใจเดียวกัน และมีแค่ชาร์ลส์ด้วยที่คิดอย่างนั้น

“แม็กซ์...” ชาร์ลส์เสียงสูงขึ้นนิดหน่อยพร้อมกับเอามือสองข้างจับมืออีกคนเอาไว้ “ที่นายพูดในโรงแรมน่ะ ที่นายบอกว่านายรู้สึกยังไงเกี่ยวกับชัยชนะ รู้สึกยังไงกับ... กับฉัน ฉันก็ด้วย หมายถึง ฉันแค่อยากให้นายรู้ว่าฉันก็รู้สึกแบบเดียวกัน”

ถึงแม้ชาร์ลส์จะพูดอย่างอายๆ และไม่มั่นใจ แต่กลับไม่มีความลังเล ในน้ำเสียง ทำให้ปิแอร์ได้แต่คิดว่าทำไมเขาถึงเคยคิดว่าสองคนนี้ไม่มีทางลงเอยกันได้

“ฉันรู้”

แม็กซ์เอนตัวมาข้างหน้าก่อนจะจูบปลายจมูกของชาร์ลส์เบาๆ ทำให้ปิแอร์คิดถึงคืนนั้นที่นอกมอเตอร์โฮมเรดบูลส์ในออสเตรีย การที่ชาร์ลส์ย่นจมูกอย่างน่ารักก่อนจะมองไปทางอื่นพร้อมแก้มแดงๆ ในขณะที่แม็กซ์กระซิบอะไรซักอย่างที่จับใจความไม่ได้ใส่ทำให้ปิแอร์รู้สึกเหมือนเขากำลังรบกวนพิธีที่เป็นส่วนตัวมากๆ

ปืแอร์รู้สึกขอบคุณเมื่อความเงียบอันอบอุ่นเกิดขึ้นระหว่างแม็กซ์และชาร์ลส์ ในที่สุดแล้ว หนุ่มฝรั่งเศสก็ยอมให้เสียงหึ่งๆ ของเครื่องยนต์ดึงเขากลับเข้าสู่นิทรา

______________________

ปิแอร์ลิ้มรสชัยชนะในฟอร์มูล่าวันครั้งแรกที่อิตาลี เขารู้สึกท่วมท้นไปด้วยความสุข เขาเดินไปหาสมาชิกในทีมคนแล้วคนเล่า ถูกล้อมรอบด้วยอ้อมกอดและแชมเปญ ปิแอร์จำรอยยิ้มแสนภูมิใจของทุกคนได้ชัดเจนกว่าคำชื่นชมที่พรั่งพรูออกมา

ณ ขณะนั้น ปิแอร์เข้าใจในที่สุด เขาเข้าใจถึงความหมายของชัยชนะ เขาใจว่าทำไมผู้คนถึงไม่อยากให้ความรู้สึกนี้หายไป ปิแอร์อยากจะสลักความทรงจำนี้ไว้ในใจจนวันตาย

อึดใจหนึ่ง ปิแอร์คิดถึงการไล่ล่าชัยชนะครั้งต่อไป มันไม่ใช่ตัวชัยชนะเองหรอกที่ติดอยู่ในใจ แต่เป็นความเชื่อที่ว่าเราจะสามารถทำได้อีกครั้งต่างหาก

ทันใดนั้น ปิแอร์ก็ถูกโอบล้อมอีกครั้ง แต่คราวนี้จากสีแดงของเฟอร์รารีและเสียงหัวเราะอันอบอุ่น เมื่อปิแอร์ผละจากอ้อมกอด เขาจึงเห็นว่าชาร์ลส์กำลังยิ้มให้เขาอย่างภูมิใจ ปิแอร์เลยยิ้มกลับจนเจ็บหน้า เขาดีใจที่ชาร์ลส์ดูไม่เจ็บอะไร ถึงแม้ว่าเจ้าตัวจะถูกชนอย่างแรงตอนรีสตาร์ท พวกเขาได้คุยกันนิดหน่อยและกอดกันเร็วๆ อีกครั้งเท่านั้นก่อนที่เจ้าหน้าที่สื่อของทีมจะดึงตัวปิแอร์ไป

เมื่อเขามองกลับไปที่ชาร์ลส์ ปิแอร์ก็เห็นว่าเจ้าของตาสีเขียวเดินตัวแข็งๆ อย่างไม่มั่นคงและค้อมตัวเล็กน้อย เหมือนพยายามจะซ่อนความเจ็บปวดจากการชนก่อนหน้านี้ ปิแอร์เกือบจะตามชาร์ลส์ไปแล้ว ถึงแม้ว่าเจ้าหน้าที่ด้านสื่อของอัลฟ่าทัวรี่จะมองเขาอย่างงงๆ ก็ตาม

ก่อนที่ปิแอร์จะได้เดินไปหาชาร์ลส์จริงๆ ร่างอันคุ้นเคยในชุดสีน้ำเงินเข้มก็เดินไปทางนักขับเฟอร์รารีเรียบร้อย แม็กซ์อยู่หลังชาร์ลส์ที่กำลังเดินกลับไปสิบก้าว แต่นักขับเรดบูลส์ก็ไม่พยายามลดช่องว่างระหว่างตัวเองกับชาร์ลส์ แม็กซ์เพียงแต่เดินตามห่างๆ เพราะกล้องยังคงจับภาพทั้งสองคนได้ชัดเจนอยู่ ถึงอย่างนั้น ปืแอร์ก็เห็นแม็กซ์ขมวดคิ้วด้วยความกังวลและก้าวไวๆ ด้วยความไม่สบายใจ เกือบจะเหมือนว่าแม็กซ์กำลังสู้กับตัวเองเพื่อไม่ให้วิ่งไปหาชาร์ลส์

ปิแอร์ลืมความปลื้มปิติที่ได้จากชัยชนะไปวินาทีหนึ่ง ตอนที่เขารู้สึกอยากวิ่งตามชาร์ลส์ไปทั้งๆ ที่มันไม่สมเหตุสมผล

ปิแอร์บังคับตัวเองให้ปัดความรู้สึกนั้นออกไป เขามีชัยชนะและทีมให้ฉลองด้วย ปิแอร์ไม่เหมือนสองคนนั้นที่ไล่ตามชัยชนะครั้งถัดไปตลอดกาล ไม่เคยพอใจและไม่รู้ว่าเวลาไหนจะต้องหยุด

คนธรรมดาทุกคนรู้ว่าช่วงเวลาแบบนี้อาจไม่เกิดขึ้นอีก เราจึงควรใส่ใจและชื่นชมมันให้มาก

ในวันที่เหมือนกับวันนี้ มันเจ็บน้อยลงนิดหน่อยที่ต้องยอมรับว่าชาร์ลส์มีคนคอยดูแล และคนๆ นั้นไม่ใช่ปืแอร์อีกต่อไป

______________________

แม็กซ์ส่งข้อความมาหาปิแอร์ในวันจันทร์ ยินดีด้วยนะ

ปิแอร์สงสัยเหมือนกันว่าแม็กซ์ส่งมาด้วยตัวเองหรือทีมสั่งมา เพราะคริสเตียนอยากให้เบื้องหน้าของเรดบูลส์ดูเป็นครอบครัวเดียวกันเสมอ จากนั้นเขาก็ตำหนิตัวเองที่คิดอะไรไม่ดีออกมา แม็กซ์เป็นอะไรหลายอย่าง เช่น ขวานผ่าซาก ใจร้อน ดุดัน แต่ใจแคบไม่ใช่หนึ่งในนั้น

ขอบคุณ ปิแอร์ตอบกลับ

หนุ่มฝรั่งเศสจ้องหน้าจอมือถือด้วยความทรมานอยู่ห้านาทีก่อนจะพิมพ์ ชาร์ลส์เป็นไงบ้าง

ปิแอร์คิดว่าแม็กซ์คงไม่ตอบกลับแล้วหลังผ่านไป 20 นาทีโดยไม่มีอะไรเกิดขึ้น เขาจึงตกใจตอนที่ก้มมองโทรศัพท์อีกครั้งและเห็นจุดสามจุดที่แสดงว่าแม็กซ์กำลังพิมพ์ ปวดหลัง แต่ไม่มีอะไรน่าห่วง หมอให้กลับได้แล้ว

ปิแอร์ขมวดคิ้วใส่ข้อความ ความกังวลพุ่งขึ้นมาอย่างเคยๆ

ชาร์ลส์อยู่โรงพยาบาลหรอ

ยังดีที่แม็กซ์ตอบกลับมาไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ไม่แล้ว เพิ่งออกมากันเนี่ย ผลสแกนไม่มีปัญหา

ข้อความนั้นมาพร้อมกับไฟล์แนบซึ่งก็คือรูปชาร์ลส์ในฮู้ดดี้สีขาว นักขับเฟอร์รารีหลับตาและพิงกระจกฝั่งผู้โดยสารอยู่ ในขณะที่ปอยผมสีน้ำตาลร่วงลงมาใส่หน้าผากและแก้มเป็นสีแดงน้อยๆ จากการนอนหลับ

^มีคนเหนื่อยล่ะ 5555

ปิแอร์จ้องรูปในมือถือพลางสงสัยว่ามือถือของแม็กซ์จะมีแต่รูปส่วนตัวๆ เลี่ยนๆ แบบนี้ไหม เขาสงสัยว่าทำไมแม็กซ์ถึงส่งรูปชาร์ลส์ที่ต่างไปจากปกติโดยสิ้นเชิงให้เขาดู ชาร์ลส์ที่ไม่ระวังตัวและบริสุทธิ์ ชาร์ลส์ที่แค่แม็กซ์ที่ได้เห็น

หยุดเหอะ นายชนะแล้ว พอใจไหม

ปิแอร์ไม่ได้ส่งข้อความนี้ไป

ดีที่ชาร์ลส์ไม่เป็นไร ปิแอร์ส่งไปแบบนี้แทน

แม็กซ์ไม่ตอบ แต่ปิแอร์ก็ไม่ได้หวังให้อีกฝ่ายตอบ

______________________

บางส่วนในตัวปิแอร์รู้มาพักนึงแล้วว่าชาร์ลส์ของเขา ซึ่งเป็นเวอร์ชั่นในอุดมคติที่เขาควรปล่อยไป จากไปหลายปีแล้ว ถ้าชาร์ลส์เวอร์ชั่นนั้นเคยมีอยู่จริง เขาก็คงถูกโศกนาฏกรรมอันรุนแรงที่เกิดขึ้นทำให้หายไปอยู่ดี

ที่ชาร์ลส์เป็นนักขับที่โดดเด่นในรุ่นไม่ได้เกิดจากการชี้แนะด้วยความรักของฌูลส์ เบียงกีหรือ Herve (ขอทับศัพท์ชื่อพ่อน้องค่ะ ถอดเสียงไม่ถูกกก) เลอแคลร์ หรือมิตรภาพอันยาวนานกับอองตวน ความรักอาจทำให้คนๆ หนึ่งเติบโตขึ้นได้ แต่มันไม่เพียงพอที่จะเป็นจุดเริ่มต้นของเรื่องราว ไม่ใกล้เคียงด้วยซ้ำ บางทีอาจจะเป็นความบ้าคลั่งและความสูญเสียที่เกินจะทนไหวที่สร้างพื้นฐานให้กับความยิ่งใหญ่

ทุกคนมองว่าชาร์ลส์เป็นสมบัติล้ำค่าที่ต้องวางไว้บนแท่น ได้รับการบูชาและพะเน้าพะนอ ชาร์ลส์เองก็เป็นส่วนหนึ่งที่ปลอมเทพนิยายนี้ขึ้น มีบางอย่างที่งดงามในภาพลวงตานั่น เจ้าชายแห่งเฟอร์รารีที่เก่งกาจและอ่อนโยนพร้อมโศกนาฏกรรมในปูมหลัง

ถ้าชาร์ลส์เป็นตัวเอกของเรื่อง เขาก็ต้องมีคู่ปรับที่เป็นขั้วตรงข้ามอย่างตัวร้ายและแบดบอยแห่งฟอร์มูล่าวันที่ก้าวร้าวไม่ยอมใครและมีความสามารถพอๆ กัน เป็นแอนตี้ฮีโร่ที่ไม่เคยขอโทษใครๆ

บางสิ่งในชีวิตชาร์ลส์มีลักษณะของเทพนิยาย ไม่ใช่ว่าปิแอร์จะดูแคลนความทุกข์ระทมมหาศาลที่ชาร์ลส์ต้องเจอ แต่ในเวลาเดียวกัน ไม่มีใครที่มองชาร์ลส์ เลอแคลร์แล้วไม่คิดว่าการมีอยู่ของคนๆ นี้ช่างมีเสน่ห์เสียจริง

แล้วปิแอร์จะไปอยู่ไหนในเรื่องทั้งหมดนี่ เขาเชื่อมาตลอดว่าเขาจะเป็นคนนั้นของชาร์ลส์ในตอนจบ เป็นคนที่รักชาร์ลส์อย่างที่ชาร์ลส์ควรจะถูกรักในที่สุด ปิแอร์ไม่นึกรังเกียจบทสนับสนุน เขาพร้อมจะเป็นผู้ปกป้อง เป็นคนที่นำความปลอดภัยและความสงบมายังชีวิตของชาร์ลส์

เว้นแต่ว่าชาร์ลส์ไม่ต้องการทั้งความสงบและการปกป้องจากปิแอร์ เขาเข้าใจแล้วในตอนนี้และหวังว่าตัวเองจะเข้าใจได้ก่อนหน้านี้ เขาจะได้ไม่หวังลมๆ แล้งๆ มานานแสนนาน

แม็กซ์ต่างจากคนอื่นเสมอ ไม่มีอะไรเหมือนคนรักเก่าๆ ของชาร์ลส์ซักอย่าง แต่แม็กซ์ให้ชาร์ลส์ในสิ่งที่ปิแอร์ให้ไม่ได้ได้

แม็กซ์เห็นตำหนิทั้งหมดของชาร์ลส์ ตำหนิที่ในตอนนี้ปิแอร์ยอมรับได้แล้วว่ามันมีอยู่

เพราะว่าชาร์ลส์ไม่ใช่เทวดาน้อยไร้เดียงสา ชาร์ลส์ไม่ได้สู้อย่างสะอาดทุกครั้ง ชาร์ลส์มองว่าตัวเองอยู่เหนือคนอื่น แม้กระทั่งปิแอร์ แม้ว่าชาร์ลส์จะไม่ยอมรับก็ตาม ทั้งๆ ที่ทำแบบนั้น แต่บ่อยครั้งที่ชาร์ลส์ไม่ถูกลงโทษอย่างรุนแรงเมื่อเทียบกับนักขับคนอื่น เพราะบุคลิกที่เจ้าตัวสร้างมาก่อน ชาร์ลส์คาดหวังบางสิ่งจากโลก ราวกับว่าโลกติดหนี้ที่ทำให้เขาต้องเจ็บปวด และอะไรที่น้อยกว่าชัยชนะถือว่าไม่เพียงพอ

ชาร์ลส์เป็นไฟป่า (ไม่ก็เฮอร์ริเคน หรืออาจจะเป็นแผ่นดินไหว) ที่ทำลายทุกสิ่งที่เจ้าตัวผ่าน มาร์คัส อิริคสันจะถือเทียนอยู่ข้างๆ พระอาทิตย์ได้อย่างไง แม้กระทั่งเซบาสเตียน เวทเทลยังไม่สามารถทนไฟอันแผดเผานี้ได้ และลงเอยด้วยการต้องออกจากทีมที่ตัวเองอยู่มาก่อน ภายใต้เปลือกอันอ่อนน้อม ชาร์ลส์คือพลังธรรมชาติที่ทำลายมากกว่าจะสรรสร้าง

แล้วก็มีแม็กซ์ ใครหลายคนต้องทนทุกข์บนเส้นทางการเป็นนักขับเพียงเพราะไม่สามารถเทียบชั้นกับแม็กซ์ เวอร์สแตพเพ่นได้ ปิแอร์รู้ซึ้งถึงความเจ็บปวดนั้น แต่อย่างน้อยเขาก็โชคดีกว่าอเล็กซ์กับดานิล แม็กซ์จะไม่ขอโทษในสิ่งที่เกิดขึ้น แม็กซ์อาจจะไม่ใช่คนที่มุ่งร้ายหรือโหดเหี้ยม แต่แม็กซ์เป็นคนที่จะไม่เอาตัวเองมาอยู่ในเรื่องราวแบบนี้ แม็กซ์มีชีวิตอยู่และหายใจเพื่อการแข่งขัน สิ่งอื่นและคนอื่นคืออะไรที่แม็กซ์แทบจะไม่ใส่ใจ

แล้วมันก็กลายเป็นแม็กซ์และชาร์ลส์ ชาร์ลส์และแม็กซ์ พลังที่ไม่มีใครหยุดได้และสิ่งที่ไม่ลงให้อะไรทั้งนั้น ไม่มีซักอย่างและทุกอย่างเกี่ยวกับทั้งคู่ช่างสมเหตุสมผล

ความงดงามในเรื่องราวของทั้งคู่ไม่ได้เกิดจากการส่งเสริมกันและกันหรือความแตกต่างใดๆ แต่เกิดจากความเข้าใจในตัวอีกฝ่ายอย่างหมดจดที่อธิบายเป็นคำพูดไม่ได้ต่างหาก

ความรักอาจจะเป็นอย่างนี้ เป็นการเข้าใจใครซักคนอย่างลึกซึ้ง

ถ้าปิแอร์ทนได้ เขาจะบอกว่าเขาเข้าใจแม็กซ์ผิดไป

แม็กซ์ไม่ได้รักชาร์ลส์แบบที่ปิแอร์รัก

เพราะแม็กซ์รักชาร์ลส์มากกว่าเยอะ

______________________

“เขาทำให้นายมีความสุขใช่ไหม”

ชาร์ลส์กระพริบตาใส่ปิแอร์ก่อนจะเอียงหัวคิดเกี่ยวกับคำถาม แล้วจึงยิ้มกว้างซะจนเห็นลักยิ้ม รอยยิ้มของชาร์ลส์เหมือนการได้เห็นแสงแรกตอนพระอาทิตย์ขึ้น งดงามไม่เคยเปลี่ยน

“เขารักฉัน” ชาร์ลส์ดูมั่นใจเงียบๆ ในขณะที่พูดออกมา “ตอนที่เขาอยู่กับฉัน ฉันไม่อยากให้เขาไปไหน ตอนที่เขาไม่อยู่ ฉันนับทุกวินาทีจนกว่าเขาจะกลับมาเลย”

“นายรักหมอนั่น” นี่ไม่ใช่คำถามซะทีเดียว

ชาร์ลส์ทำเสียงยอมรับเบาๆ ในลำคอก่อนจะก้มมองมือตัวเอง นิ้วขยับเล็กน้อยบนตัก เหมือนว่าเจ้าตัวอยากจับอะไรซักอย่างหรือใครซักคน

“ฉันว่าฉันรักมาตลอดนั่นแหละ” ชาร์ลส์พึมพำ “กว่าฉันจะรู้ว่าฉันเริ่มเมื่อไหร่ ฉันก็อยู่ตรงกลางแล้ว” คนเด็กกว่าหัวเราะและสั่นหัวนิดๆ “เพียร์ นายรู้ไหม ฉันคิดมาตลอดเลยว่าตอนจบจะเป็นนาย”

การที่ชาร์ลส์พูดออกมาได้อย่างสบายๆ ด้วยความตลกทำให้ปิแอร์สะดุ้งและต้องใช้เวลาชั่วพริบตาหนึ่งในการทำให้ตัวเองใจเย็น เขาใช้เวลาอีกอึดใจเพื่อคร่ำครวญให้กับฝันที่ไม่เป็นจริง และเมื่อเขาหายใจได้อีกครั้ง เขาก็เลือกที่จะปล่อยมือ

ปิแอร์ต้องปล่อยมือแล้ว

“ฉันดีใจกับนายนะ ชาร์ลี”

ปิแอร์ไม่ได้หมายความอย่างที่พูดจริงๆ แต่ที่เขาพูดออกไปก็ฟังแล้วจริงใจมากพอ เขาคิดว่าเขาจะหมายความอย่างที่พูดจริงๆ ได้ทันเวลา

______________________

ปาร์ตี้ปีใหม่ที่โมนาโกเต็มไปด้วยเสียงหัวเราะและเสียงเพลงดังลั่น ชาร์ลส์กำลังเต้นอยู่กับแลนโด้ จอร์จ และสาวสวยกลุ่มหนึ่งใต้แสงไฟที่กระพริบเป็นจังหวะเข้ากับดนตรี ถึงเจ้าของตาสีเขียวจะกรึ่มๆ แต่ก็ดูรู้ดีว่ากำลังทำอะไรอยู่ เมื่อชาร์ลส์มองกลับมาที่โต๊ะ เจ้าตัวก็ขยิบตาอย่างไม่ได้เรื่องให้ปิแอร์ทีหนึ่ง ก่อนจะไปสบกับสายตาแข็งๆ ของแม็กซ์ ชาร์ลส์ยักคิ้วข้างหนึ่งอย่างตั้งใจและท้าทาย ราวกับว่ากำลังแหย่ให้คนรักทำอะไรอย่างใหญ่โตกับนิสัยซุกซนนี้

ยกเว้นแต่ว่าที่ชาร์ลส์กำลังทำหลอกใครไม่ได้ ชาร์ลส์ฝึกใช้สายตาไม่มีความหมายและยิ้มอย่างว่างเปล่าจนเพอร์เฟคต์ สายตาและรอยยิ้มแบบนั้นมีไว้ให้กับสาธารณชน สำหรับคนที่ไม่ได้ฝึกมา ชาร์ลส์เหมือนกำลังจีบใครต่อใครออกหน้าออกตาและเต็มไปด้วยศิลปะแห่งการดึงดูด แต่ชาร์ลส์กลับไม่เป็นอย่างนั้นทุกครั้งที่ตาสีเขียวอันน่าค้นหาใต้ขนตายาวๆ นั่นมองมาที่แม็กซ์อย่างโหยหาแบบปิดไม่มิด ความปราถนาของเจ้าตัวชัดเจนจนเจ็บปวด

เมื่อเพลงจบลง ชาร์ลส์ก็โผกลับมากอดแม็กซ์ที่กลอกตา แต่ก็เอนตัวใส่อ้อมแขน ชาร์ลส์จูบที่สันกรามของอีกคนพลางหัวเราะคิกคัก ปิแอร์เลี่ยงไม่ได้ที่จะเห็นว่ามือของแม็กซ์โอบเอวชาร์ลส์แน่นขึ้น ถึงแม้นักขับเรดบูลส์จะไม่รู้ตัวก็ตาม ทั้งสองผละออกจากกันไม่กี่วินาทีหลังจากนั้น ไม่มีใครในคลับสังเกตแม็กซ์และชาร์ลส์

“ไปเต้นกับฉันซี่ mon amour”

คนที่ใจอ่อนง่ายกว่านี้คงตามใจชาร์ลส์ไปแล้ว แต่แม็กซ์ไม่ใช่ “ไม่ทั้งคืนนี้แล้วก็ตลอดไปเลย” แม็กซ์หยอกก่อนจะเอาจมูกไปชนจมูกชาร์ลส์เบาๆ “ยอมแพ้เถอะ schat”

ชาร์ลส์ทำแก้มป่องและจับอกอย่างเจ็บปวดแบบเสแสร้ง “นายนี่สิ้นหวังจริงๆ” ชาร์ลส์ถอนหายใจเกินเรื่องก่อนจะแย่งเบียร์ของแม็กซ์มาจิบ คนเด็กกว่าทำหน้าเบ้ให้กับความขมของเบียร์ “ขอเต้นอีกเพลง แล้วค่อยขึ้ไปรูฟท็อปก่อนเที่ยงคืน”

ชาร์ลส์ผละออกไปอย่างงดงามเพื่อไปร่วมกับคนที่กำลังเต้นอยู่ ทิ้งแม็กซ์ไว้กับปิแอร์สองคนอีกครั้ง เพลงในคลับดังเกินกว่าที่จะคุยกันได้ง่ายๆ และแม็กซ์ก็จดจ่ออยู่กับการมองตามชาร์ลส์ทุกการเคลื่อนไหว ถ้าปิแอร์ไม่รู้ดี เขาคงคิดว่าแม็กซ์หึงและหงุดหงิด แต่ความอ่อนโยนในรอยยิ้มของแม็กซ์ทำลายความคิดแบบนั้นไปหมด

แม็กซ์กับชาร์ลส์อยู่ห่างกันครึ่งห้องและถูกคนที่กำลังเต้นหลายสิบขวางอยู่ แต่วิธีที่ทั้งสองคนมองกันทำให้เหมือนคลับนี้มีแค่พวกเขาเท่านั้น

ไม่มีใครเพอร์เฟคต์ ชาร์ลส์ก็ด้วย และการเอาใครซักคนวางไว้บนหิ้งก็ไม่ใช่ความรัก ปิแอร์เรียนรู้ด้วยความเจ็บปวด ในทางกลับกัน นี่คือสิ่งที่ปิแอร์จินตนาการว่าเนื้อคู่น่าจะหมายถึง ถ้าเนื้อคู่มีอยู่จริง

ปิแอร์จิบเครื่องดื่ม เขาวางแก้วลงและเห็นว่าแม็กซ์กำลังมองเขาอย่างใช้ความคิดและเหมือนจะมองให้ทะลุ ราวกับว่านักขับเรดบูลส์อ่านใจปิแอร์ได้ แม็กซ์มองปิแอร์เหมือนรู้ทันอีกครั้งก่อนจะกลับไปมองชาร์ลส์

“นายพูดถูกมาตลอด” ถึงแม็กซ์จะพูดกับปิแอร์ แต่สายตากลับไม่ละจากชาร์ลส์ “ฉันผิดเอง ชาร์ลส์เพอร์เฟคต์”

ปิแอร์รอให้ความเจ็บปวดที่เคยคุ้นเกิดขึ้นในอก เขาคาดหวังว่าจะเจอมันเหมือนเจอเพื่อนเก่าไปแล้ว ปิแอร์รักชาร์ลส์มานานเหลือเกินจนเขาคิดว่าตัวเองไม่มีทางเป็นอิสระจากชาร์ลส์ได้อย่างแท้จริง

ปิแอร์รอ... และรอ... แต่ความเจ็บปวดก็ไม่เกิดขึ้น

เขาเคยอ่านเจอที่ไหนซักแห่ง

รู้ได้ยังไงว่ามันจบแล้ว

อาจจะตอนที่นายรักคนในความทรงจำมากกว่าคนที่ยืนอยู่ตรงหน้า

ครั้งนี้ ปิแอร์ไม่คิดจะแย้งแม็กซ์ เขาไม่ได้บอกว่าแม็กซ์คิดผิด ว่าที่แม็กซ์คิดตอนแรกน่ะถูก ว่าชาร์ลส์ไม่เพอร์เฟคต์เลยซักนิด

ยังไงแม็กซ์ก็คงไม่เชื่อปิแอร์

พวกเขามาไกลอยู่นะ